Technology
May 13, 2021
DeFi Lending กับนวัตกรรมเปลี่ยนโลกการเงิน

DeFi ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโลกการเงินไปอย่างสิ้นเชิง และหากสามารถทำให้มีการเข้าถึงที่แพร่หลายเป็นวงกว้างมากขึ้น ในอนาคตก็อาจกลายเป็นรูปแบบการเงินที่เป็นกระแสหลักได้ในที่สุด นอกจากจากจะมีสินทรัพย์และตลาดของ DeFi ที่เกิดขึ้นมาแล้ว แพลตฟอร์ม Lending สำหรับปล่อยกู้และให้กู้ก็ได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในปัจจุบันและเป็นอีกนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนโลก DeFi ให้เติบโต โดยครั้งนี้ Stani Kulechov, Founder และ CEO จาก Aave และ Jason Choi, Head of Research จาก Spartan Group ได้มาแชร์มุมมองเกี่ยวกับนวัตกรรม DeFi Lending ที่ SCB 10X ได้สรุปไฮไลท์มาฝากกัน

1200x800 Innovation in DeFi lending, Aave 01.png


ทำความรู้จักกับ Aave ผู้นำ DeFi Lending 


ผู้ลงทุนหรือสนใจ DeFi หลายท่านคงรู้จักกับ Protocol ชั้นนำระดับโลกอย่าง Aave กันเป็นอย่างดี ซึ่ง Aave เป็น Liquidity Protocol แบบ Open Source และ Non-Custodial เพื่อการรับดอกเบี้ยจากการฝากและการกู้ยืมสินทรัพย์ โดยทาง Stani ได้เสริมถึง Aave ว่าเป็น Liquidity Protocol ที่ทำให้สามารถฝาก Cryptographic Assets และรับดอกเบี้ยจากการฝาก ให้ผู้ใช้ได้ Consume Liquidity และได้วงเงินสินเชื่อที่ทำให้สามารถกู้ยืมสินทรัพย์อื่นๆ รวมถึงยังสามารถมอบหมายวงเงินสินเชื่อนั้นให้กับผู้อื่นที่ผู้ใช้ไว้ใจได้ โดยปกติ Cryptographic Assets จะมีการถือเอาไว้เพื่อการเปิดเผยตลาด (Market Exposure) และสิ่งที่ Aave ทำคือการสร้างความสามารถในการรับผลตอบแทนจากสินทรัพย์ของผู้ใช้ โดยส่วนใหญ่เป็น Bitcoin Ethereum หรือ Stablecoins ต่างๆ


เส้นทางการทำงานสู่ DeFi Lending Protocol ที่สำคัญของโลก DeFi


Stani เล่าว่าเพราะการเริ่มต้นที่เร็วมากในเส้นทางนี้ โดยเบื้องหลังการทำงานของเขาเคยสร้างแอปพลิเคชันด้านการเงินบน Web 2.0 ซึ่งยังเป็นแบบ Non-Decentralized อย่างเช่น Fintech และเมื่อมาถึง Web 3.0 ได้มีการเปลี่ยนวิธีการทำงานเกี่ยวกับด้านการเงินโดยการทำงานในส่วน Back-End ซึ่งมีนวัตกรรม Fintech เป็นส่วน Front-End


Stani ได้เริ่มต้นสร้าง Lending Protocol ตัวแรกบน Ethreum ในปี 2016 ที่ชื่อว่า ETHLend ที่ย่อมาจาก Ethereum Lending และในช่วงต้นปี 2017 ได้เปิดตัวเป็น Mainnet (เครือข่ายอย่างเป็นทางการ) และได้ Deployed Contract ที่ผู้ใช้สามารถฝากหลักประกันและกู้ยืม และผู้ใช้รายอื่นสามารถให้เงินกู้ยืมเหล่านั้นได้ ซึ่งนับมีความสำคัญมากเนื่องจากเป็น Lending Protocol ตัวแรกบน Chain และนับว่าเร็วมากๆ เพราะในตอนนั้นยังไม่มีค่อยมีคอนเซปต์ด้าน DeFi หรือ Ecosystem ด้านนี้ และมาถึงในตอนนี้ Stani ยังคงปรับปรุง Protocol ที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง และเขาเสริมว่า Liquidity เริ่มเพิ่มพูนขึ้นที่เราสามารถเห็นได้จากแพลตฟอร์มอย่าง Kyber หรือ Uniswap รวมถึง Liquidity Protocols อื่นๆ มีสินทรัพย์ดิจิทัลบางตัวที่เริ่มมีสภาพคล่องมากขึ้น หมายความว่าไม่จำเป็นต้องกระจายความเสี่ยงไปยังบัญชีผู้ใช้อื่นๆ และนั่นเป็นส่วนหนึ่งของวิธีการที่ทำ Aave เกิดขึ้น 


การใช้งานทั่วไปที่น่าสนใจใน DeFi Lending Protocol 


Stani ได้เล่าถึงกรณีการใช้งานทั่วไปใน Lending Protocol โดยในกรณีแรกเป็นการฝากหลักประกันการกู้ยืมอย่างเช่น Stablecoins และการซื้อสินทรัพย์ต่างๆ เพื่อให้ได้ผลตอบแทน 


อีกกรณีหนึ่ง คือการที่ผู้ใช้มีสินทรัพย์หรือเหรียญคริปโตฯ ที่เป็น Governance Token (ผู้ถือเหรียญจะมีอำนาจในการเสนอนโยบายต่างๆ บน Protocol) ซึ่ง Protocol ของเขาช่วยให้ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องทิ้งสินทรัพย์และให้ถือ Long Position สินทรัพย์นั้นเอาไว้ได้แม้ต้องการสภาพคล่อง ผู้ใช้สามารถกู้ยืม Stablecoins เป็นหลักประกันแล้วสามารถแปลงเป็นเงิน Fiat จากนั้นสามารถนำเงิน Fiat ไปใช้จ่ายได้ตามต้องการ ส่วนในกรณีที่ผู้ใช้ต้องการปิดการกู้ยืมนี้ก็สามารถทำได้อย่างง่ายดายด้วยการจ่ายคืนพร้อมยังมีหลักประกัน ซึ่งนับว่าเป็นกรณีที่น่าสนใจ เพราะผู้ใช้จะได้รับสภาพคล่องจากการค้ำประกัน ทำให้ไม่ต้องขายสินทรัพย์ทิ้งและยังคงรักษาสภาพคล่องเอาไว้ได้

135822708_240387514328410_8885480885433556827_n.jpg


รู้ได้อย่างไรว่า DeFi สามารถให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับการเงินรูปแบบดั้งเดิม


Stani บอกว่าได้เคยศึกษา Yield และเปรียบเทียบกับการเงินรูปแบบเก่า รวมถึงเปรียบเทียบขนาดของตลาด โดยทั่วไป Yield เป็นรูปแบบกลไกของการให้รางวัลที่สอดคล้องกับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกำหนด Supply และ Demand และเขาคิดว่าในตอนนั้นพื้นที่ของ DeFi ยังค่อนข้างเล็กและเนื่องจากสามารถเข้าถึงได้ทั่วโลกทำให้มี Demand ค่อนข้างมาก นอกจากนี้ยังมีปัจจัยของ Cryptographic Dollars ยกตัวอย่างใน Protocol ของเขา ที่ดูว่าผู้ฝากยินดีรับดอกเบี้ยเท่าไร และสิ่งที่พบคือมีผู้รับความเสี่ยงไม่เพียงพอในตลาดที่จัดหา Liquidity แต่มีผู้ใช้จำนวนมากขึ้นที่ต้องการใช้ Liquidity เนื่องจากสามารถเข้าถึงได้สำหรับพวกเขา และสามารถใช้ Long Position Collateral เป็นสินทรัพย์สถานะเดียว ในฐานะที่เป็นหลักประกันที่ได้รับอนุญาตจากทั่วโลกโดยมองเห็นทุกอย่างโปร่งใส และอาศัยการดำเนินการของ Smart Contract ที่ช่วยให้เปิดกว้างทั้งในแง่ตลาดและการเข้าถึง


นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการรับมือกับความเสี่ยงที่เป็นเรื่องท้าทาย ยกตัวอย่างความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับ Smart Contract ซึ่งหากวันหนึ่งสามารถจัดการลดความเสี่ยงได้ดี เราอาจได้เห็นการไหลเข้าของเงินทุนมากขึ้นและจากนั้น Yield จะลดลง แต่ด้วยความที่ DeFi มีความเปิดกว้างและ Permissionless เขาจึงคิดว่า Yield จะมีค่าสูงกว่าหากเทียบกับสถาบันการเงินแบบดั้งเดิม 


Stani ยังได้เสริมว่า Demand ของผู้ที่ Borrowing มีมากกว่าผู้ที่ Lending ซึ่งส่งผลให้ค่า Yield สูง และหากดูจากการใช้งาน Protocol พบว่า 70 เปอร์เซ็นต์ เป็นการฝาก และอีก 30 เปอร์เซ็นต์ เป็นการกู้ยืม แต่เมื่อดูภาพใหญ่กลับออกมาตรงกันข้าม เพราะมีผู้ที่กู้ยืมมากกว่าผู้ฝาก จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมค่า Yield จึงสูง