ทิศทางใหม่ของ Tokenization ในปี 2026 จากการออกเหรียญโทเคนสู่การใช้งานจริง
.jpg)
Tokenization กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงใหม่ของการพัฒนา
การพูดถึง Tokenization ส่วนใหญ่มุ่งไปที่การนำสินทรัพย์ในโลกจริง (Real-World Assets: RWA) ไม่ว่าจะเป็นพันธบัตร กองทุน อสังหาริมทรัพย์ หรือสินทรัพย์ในตลาดเอกชน มาแปลงให้อยู่ในรูปแบบโทเคนบนบล็อกเชน ความสนใจของอุตสาหกรรมในช่วงนั้นจึงอยู่ที่การ "ออกโทเคน" และการพิสูจน์ว่าสินทรัพย์ประเภทใดสามารถนำขึ้นสู่บล็อกเชนได้
แต่เมื่อเข้าสู่ปี 2026 จุดสนใจของตลาดได้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ประเด็นสำคัญไม่ใช่การสร้างสินทรัพย์ในรูปแบบโทเคนอีกต่อไป หากแต่เป็นการทำให้สินทรัพย์เหล่านั้น สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงภายในระบบการเงิน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง เทรนด์สำคัญของ Tokenization ในปี 2026 ไม่ใช่ การออกโทเคน แต่เป็น การสร้างประโยชน์ในการใช้งาน
สินทรัพย์ที่ถูก Tokenize จึงไม่ได้ถูกคาดหวังให้เป็นเพียงตัวแทนของสินทรัพย์เดิมบนบล็อกเชน แต่ต้องสามารถทำหน้าที่ได้เช่นเดียวกับสินทรัพย์ในระบบการเงินแบบดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นการใช้เป็นหลักประกัน (Collateral) การเชื่อมต่อกับระบบบริหารเงินสดและสภาพคล่องขององค์กร (Treasury) การชำระราคาอย่างมีประสิทธิภาพ การรองรับการดูแลสินทรัพย์โดยผู้รับฝากทรัพย์สินระดับสถาบัน (Institutional Custody) รวมถึงการเคลื่อนย้ายผ่านโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่อยู่ภายใต้กฎระเบียบกำกับดูแล
ด้วยเหตุนี้ ตลาดจึงเริ่มแยกความแตกต่างระหว่าง "สินทรัพย์ที่ถูก Tokenize" กับ "สินทรัพย์ที่ถูก Tokenize แล้วสามารถใช้งานได้จริง"
Tokenized Treasuries สะท้อนว่าตลาดกำลังเติบโตอย่างเป็นรูปธรรม
หนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนการใช้งานจริงของ Tokenization คือการเติบโตของ Tokenized Treasuries หรือสินทรัพย์ที่อ้างอิงพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐในรูปแบบโทเคน
ในช่วงสองปีที่ผ่านมา มูลค่าสินทรัพย์ในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นมากกว่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ปัจจุบันมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (Assets under Management: AUM) รวมประมาณ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมทั้งกองทุนและผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่อ้างอิงพันธบัตรรัฐบาล
การเติบโตดังกล่าวสะท้อนว่า นักลงทุนสถาบันเริ่มมีความต้องการถือครองสินทรัพย์ดั้งเดิมในรูปแบบดิจิทัลมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากมองในภาพใหญ่ ตลาดนี้ยังถือว่าอยู่ในช่วงเริ่มต้น เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมกองทุนตลาดเงินของสหรัฐ (U.S. Money Market Funds) ซึ่งมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารรวมกันราว 7–8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
แม้ Tokenized Treasuries จะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ แต่ก็ยังเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของตลาดการเงินที่กำลังพยายามปรับเปลี่ยน ข้อเท็จจริงนี้สะท้อนว่า โครงสร้างพื้นฐานสำหรับ Tokenization เริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว แต่การยอมรับในวงกว้างยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น
Jim Hiltner Co-Founder & Head of Business Development ของ Superstate กล่าวว่า
"ตลาดในวันนี้ยังเล็กมากเมื่อเทียบกับศักยภาพที่แท้จริง จุดเปลี่ยนสำคัญจะเกิดขึ้นเมื่อ Tokenization สามารถสร้างประโยชน์ในการใช้งานได้จริง"
คุณค่าของ Tokenization ไม่ได้อยู่ที่การออกโทเคน แต่อยู่ที่การใช้งาน
ตลาดเริ่มตระหนักมากขึ้นว่า การ Tokenize สินทรัพย์เพียงอย่างเดียวไม่ได้สร้างคุณค่า
ปัจจุบัน การออกสินทรัพย์ในรูปแบบโทเคนกลายเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยาก เทคโนโลยีมีความพร้อมมากขึ้นและต้นทุนก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง ความท้าทายที่แท้จริงจึงไม่ได้อยู่ที่การ "ออกโทเคน" แต่คือการทำให้สินทรัพย์นั้นสามารถทำงานร่วมกับกระบวนการทางการเงินที่มีอยู่ได้อย่างราบรื่น สินทรัพย์ที่ถูก Tokenize จะสร้างมูลค่าได้ก็ต่อเมื่อสามารถ
- ชำระราคาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- รองรับการดูแลสินทรัพย์โดยผู้รับฝากทรัพย์สินระดับสถาบัน
- เชื่อมต่อกับระบบ Treasury และการบริหารเงินสดขององค์กร
- ใช้เป็นหลักประกันในการทำธุรกรรม
- รองรับการไถ่ถอน (Redemption)
- ปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านกฎหมายและกฎระเบียบ
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า วิธีวัดความสำเร็จของ Tokenization กำลังเปลี่ยนไป
จากเดิมที่มุ่งวัดจากจำนวนสินทรัพย์ที่ถูกนำมาออกเป็นโทเคน มาเป็นการประเมินว่า หลังจากออกโทเคนแล้ว สินทรัพย์นั้นสามารถสร้างประโยชน์ในการใช้งานได้จริงมากน้อยเพียงใด กล่าวได้ว่า จุดสนใจของอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนจาก การแปลงสินทรัพย์ให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล ไปสู่ การทำให้สินทรัพย์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Collateral Mobility กำลังกลายเป็นหนึ่งใน Use Case สำคัญ
อีกหนึ่งพัฒนาการที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ Collateral Mobility หรือความสามารถในการเคลื่อนย้ายหลักประกันได้อย่างคล่องตัว ปัจจุบัน ระบบหลักประกันของสถาบันการเงินยังมีความกระจัดกระจาย ทั้งในด้านผู้ให้บริการ เขตอำนาจศาล และระบบการชำระราคา ส่งผลให้สินทรัพย์จำนวนมากถูกจำกัดอยู่ภายในระบบของแต่ละองค์กร ทำให้การใช้เงินทุนขาดประสิทธิภาพ
Tokenization เปิดโอกาสให้เกิดการโอนกรรมสิทธิ์ที่สามารถกำหนดเงื่อนไขได้ผ่านโปรแกรม (Programmable Ownership) ควบคู่กับการชำระราคาที่เกิดขึ้นได้เกือบแบบเรียลไทม์ จึงช่วยให้การเคลื่อนย้ายและการนำหลักประกันไปใช้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น
ศักยภาพดังกล่าวส่งผลต่อหลายด้านของระบบการเงิน ไม่ว่าจะเป็น
- การบริหารเงินสดขององค์กร (Treasury Management)
- ธุรกรรมการกู้ยืมและให้ยืมหลักทรัพย์ (Securities Financing)
- การบริหารสภาพคล่อง
- โครงสร้างพื้นฐานของตลาดทุน
- การปล่อยสินเชื่อและธุรกรรมของนักลงทุนสถาบัน
คุณค่าของ Tokenization จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเป็นตัวแทนของสินทรัพย์ แต่ขยายไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการทางการเงินทั้งหมด
ตลาดเริ่มแยก "คุณค่าจริง" ออกจาก "กระแส"
เมื่ออุตสาหกรรมเติบโตขึ้น บทเรียนสำคัญที่ทุกฝ่ายเริ่มเห็นตรงกันคือ การ Tokenize สินทรัพย์ไม่ได้ทำให้สินทรัพย์นั้นมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ
Eugene Kwok Business Manager to Founder and CEO จาก QCP Group อธิบายประเด็นนี้ไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า
"การนำสินทรัพย์ที่ไม่มีสภาพคล่องมา Tokenize ไม่ได้แปลว่าจะทำให้มีผู้ซื้อจำนวนเพิ่มขึ้น"
เทคโนโลยีสามารถช่วยให้การชำระราคามีต้นทุนต่ำลง เพิ่มความโปร่งใส และทำให้การเข้าถึงสินทรัพย์สะดวกขึ้น แต่เทคโนโลยีไม่สามารถสร้างอุปสงค์ของนักลงทุนขึ้นมาได้ นี่คือการปรับมุมมองครั้งสำคัญของอุตสาหกรรม แก่นแท้ของแนวคิด RWA ในวันนี้จึงมีความชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากขึ้น กล่าวคือ Tokenization จะสร้างคุณค่าได้ดีที่สุดกับสินทรัพย์ที่มีความต้องการจากนักลงทุนอยู่แล้ว โดยช่วยให้กระบวนการชำระราคาและการดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ใช่การสร้างผู้ซื้อรายใหม่ให้กับสินทรัพย์ที่เดิมไม่มีสภาพคล่อง
แม้คุณค่าที่แท้จริงอาจไม่หวือหวาเท่ากับภาพที่เคยถูกวาดไว้ในช่วงแรก แต่ก็เป็นคุณค่าที่จับต้องได้และสามารถเกิดขึ้นจริง
นักลงทุนสถาบันมอง Tokenization ผ่านมุมของโครงสร้างพื้นฐาน
ปัจจุบัน นักลงทุนสถาบันไม่ได้ประเมิน Tokenization ในฐานะเทคโนโลยีใหม่เพียงอย่างเดียว แต่พิจารณาว่าเทคโนโลยีนี้ช่วยยกระดับประสิทธิภาพของระบบการเงินได้มากเพียงใด ประเด็นที่นักลงทุนให้ความสำคัญ ได้แก่
- ประสิทธิภาพของการชำระราคา
- การใช้เงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
- การบริหารหลักประกัน
- ระบบรับฝากสินทรัพย์
- การปฏิบัติตามกฎระเบียบ
- ความสามารถในการเชื่อมต่อกับนโยบายและกระบวนการลงทุนที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
มุมมองนี้อธิบายได้ว่าทำไมการยอมรับในช่วงแรกจึงกระจุกตัวอยู่ในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง เช่น พันธบัตรรัฐบาล เงินสด และกองทุนตลาดเงิน
Fabian Dori Chief Investment Officer & Member of the Group Executive Board ของ Sygnum กล่าวว่า
"การยอมรับและแรงส่งที่ชัดเจนที่สุดในเวลานี้ยังคงอยู่กับสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง"
ตลาดในภูมิภาคเริ่มเห็นการใช้งานจริง
การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในศูนย์กลางการเงินระดับโลกเท่านั้น ในประเทศไทย มีการระดมทุนผ่าน Investment Token ที่ได้รับอนุมัติแล้วมากกว่า 263 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมหลายภาคส่วน ทั้งอสังหาริมทรัพย์ โครงสร้างพื้นฐาน โครงการด้านความยั่งยืน และธุรกิจบันเทิง แม้ตัวเลขดังกล่าวจะยังมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับตลาดทุนแบบดั้งเดิม แต่ก็สะท้อนว่า Tokenized Assets เริ่มถูกนำมาใช้ในการระดมทุนและการลงทุนจริง
ความสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ขนาดของตลาดเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่ข้อเท็จจริงที่ว่า โครงสร้างพื้นฐานสำหรับ Tokenization กำลังถูกนำมาใช้งานจริง ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยนผ่านจากช่วงทดลอง ไปสู่การใช้งานในระดับการดำเนินงานจริง
บทสรุป
การเติบโตของ Tokenization ในระยะต่อไปน่าจะถูกขับเคลื่อนด้วย "การใช้งาน" มากกว่าการ "ออกโทเคน"
การยอมรับในวงกว้างจะขึ้นอยู่กับว่าสินทรัพย์ที่ถูก Tokenize สามารถ
- เคลื่อนย้ายระหว่างสถาบันได้อย่างราบรื่น
- เพิ่มประสิทธิภาพของการชำระราคา
- รองรับการใช้เป็นหลักประกัน
- เชื่อมต่อกับระบบบริหารเงินสดขององค์กร
- ทำงานภายใต้กรอบกฎหมายและกฎระเบียบที่มีอยู่ได้
Barton Peng Chau Director, Global Product Solutions ของ BlackRock กล่าวไว้ว่า
"Tokenization คือวิวัฒนาการขั้นต่อไปของตลาดการเงิน ทุกฝ่ายจำเป็นต้องขยายการใช้งานและเริ่มคิดอย่างจริงจังว่าจะนำสินทรัพย์ในรูปแบบโทเคนมาใช้ได้อย่างไร"
ท้ายที่สุด เรื่องราวสำคัญที่สุดของ Tokenization ในปี 2026 ไม่ใช่แนวคิดที่ว่า "ทุกสินทรัพย์จะย้ายขึ้นบล็อกเชน" แต่คือการที่ตลาดเริ่มเข้าใจแล้วว่า Tokenization ที่ประสบความสำเร็จ ไม่ได้วัดจากการนำสินทรัพย์ขึ้นบล็อกเชน หากแต่วัดจากความสามารถในการสร้างคุณค่าและการใช้งานจริงหลังจากนั้น อนาคตจึงไม่ได้เป็นของสินทรัพย์ที่ "ถูก Tokenize" แต่เป็นของสินทรัพย์ที่ สร้างประโยชน์ได้จริงเมื่ออยู่บนบล็อกเชน
สามารถรับชม Session อื่นๆ จากงาน REDeFiNE TOMORROW 2026 ที่ https://youtube.com/playlist?list=PLJCrobWNqQvsuUikHX-4M9PEUpL5uxikm&si=s0kVnvgun68Z9VCZ





