เมื่อ “ธนาคาร” ต้องก้าวข้ามกรอบโครงการนำร่อง สู่การปฏิวัติโครงสร้างพื้นฐานใหม่เพื่อรองรับสินทรัพย์ดิจิทัล

หมดยุคแห่งการตั้งคำถามว่า “ธนาคารควรเข้าสู่โลกสินทรัพย์ดิจิทัลหรือไม่?” โจทย์ที่ท้าทายกว่าในปัจจุบันคือ สถาบันการเงินจะปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในอย่างไร เพื่อรองรับการใช้งานสินทรัพย์ดิจิทัลในระดับมหภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ?
หนึ่งในสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดจากอุตสาหกรรมการเงินในปีนี้ คือ Digital Assets กำลังก้าวออกจากห้องทดลองและโครงการนำร่อง (Pilot) สู่การใช้งานจริง ความท้าทายจึงไม่ได้อยู่ที่การทดลองเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่ย้ายเข้ามาอยู่ "ภายในองค์กร" ตั้งแต่การบริหาร Treasury ระบบการชำระเงิน นโยบายการจัดการ Wallet การกู้คืนสินทรัพย์ ไปจนถึงการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ
การแข่งขันในระยะต่อไปจะไม่ได้วัดกันว่าใครเปิดตัวโครงการ Blockchain ได้มากที่สุด แต่จะวัดกันว่า ใครมีความพร้อมในการปรับระบบปฏิบัติการขององค์กร เพื่อรองรับระบบการเงินยุคใหม่ได้ก่อน
Digital Assets กำลังเปลี่ยนโครงสร้างการทำงานของธนาคาร
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ธนาคารดำเนินงานอยู่บนระบบการเงินที่ค่อนข้างปิด ธุรกรรมเกิดขึ้นตามเวลาทำการของธนาคาร การบริหาร Treasury อาศัยรอบการชำระเงิน ลูกค้าฝากสินทรัพย์ไว้ภายใต้การดูแลของสถาบันการเงิน และกระบวนการกำกับดูแลต่าง ๆ ถูกออกแบบมาภายใต้สมมติฐานว่าเงินจะเคลื่อนที่อยู่ภายในเครือข่ายที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น แต่ Digital Assets กำลังเปลี่ยนสมมติฐานเหล่านั้นทั้งหมด
Stephen Richardson ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์และหัวหน้าฝ่าย Banking ของ Fireblocks กล่าวว่า
"Interacting with stablecoins completely upends the traditional banking model."
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง Stablecoins กำลังเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของธนาคารแบบดั้งเดิมโดยสิ้นเชิง
ปัจจุบัน ธนาคารต้องดำเนินงานบนระบบการเงินหลายรูปแบบพร้อมกัน ทั้งเครือข่ายการชำระเงินแบบเดิม Stablecoins ที่รองรับการชำระเงินตลอด 24 ชั่วโมง Tokenized Deposits ที่นำเงินฝากธนาคารขึ้นสู่บล็อกเชน รวมถึง Tokenized Bonds กองทุน และสินทรัพย์ดิจิทัลรูปแบบใหม่ ระบบเหล่านี้ไม่ได้เข้ามาแทนที่โครงสร้างเดิม แต่กำลังทำงานควบคู่กัน ดังนั้น ความท้าทายของธนาคาร คือการบริหารจัดการระบบการเงินหลายรูปแบบ ที่แต่ละระบบมีวิธีการทำงานและข้อกำหนดแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
Treasury กำลังกลายเป็นสนามแข่งขันสำคัญของเงินดิจิทัล
ปัจจุบัน การโอนเงินระหว่างประเทศยังต้องอาศัยบัญชีที่พักเงินไว้ล่วงหน้า (Pre-funded Accounts) ในหลายประเทศ เพื่อรองรับรอบการชำระเงินแบบ T+1 หรือ T+3 ส่งผลให้เงินทุนจำนวนมากไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่
Stablecoins กำลังเปลี่ยนรูปแบบนี้ เมื่อการชำระเงินสามารถเกิดขึ้นได้แบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง องค์กรสามารถบริหารสภาพคล่องได้อย่างต่อเนื่อง ลดการพักเงินไว้ล่วงหน้า และเคลื่อนย้ายเงินทุนได้ทันทีเมื่อจำเป็น ขณะที่ Tokenized Deposits ช่วยนำคุณสมบัติของเงินฝากธนาคารเข้าสู่ระบบดิจิทัล ภายใต้กรอบการกำกับดูแลเดิม พร้อมเพิ่มความสามารถในการทำธุรกรรมแบบ Programmable
ทั้งสองรูปแบบจึงไม่ได้แข่งขันกันโดยตรง Stablecoins ช่วยเชื่อมต่อธนาคารเข้ากับเครือข่ายการเงินแบบเปิด ส่วน Tokenized Deposits ช่วยยกระดับการทำงานภายในระบบการเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล สำหรับฝ่าย Treasury คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าเงินดิจิทัลจะเข้ามามีบทบาทหรือไม่ แต่คือ ระบบบริหารสภาพคล่องควรถูกออกแบบใหม่อย่างไร เมื่อเงินสามารถเคลื่อนที่ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
Wallet กำลังกลายเป็นระบบกำกับดูแลระดับองค์กร
เมื่อ Digital Assets เริ่มถูกนำมาใช้งานจริง Wallet ก็ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับเก็บ Private Key อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการกำกับดูแลขององค์กร
สถาบันการเงินจำเป็นต้องมีระบบที่สามารถกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงตามบทบาท การอนุมัติหลายขั้นตอน การกำหนดวงเงินธุรกรรม การควบคุมบัญชีปลายทาง รวมถึงระบบ Audit Trail และการกู้คืนสินทรัพย์ที่รัดกุม
ความซับซ้อนของ Wallet สำหรับองค์กร จึงใกล้เคียงกับระบบบริหารสิทธิ์และความปลอดภัยขององค์กรขนาดใหญ่ มากกว่าจะเป็น Wallet สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป ในขณะเดียวกัน แนวคิดเรื่องการบริหารความเสี่ยงก็เปลี่ยนไปเช่นกัน
Eugene Kwok Business Manager to Founder and CEO จาก QCP Group กล่าวว่า "Institutions do not allocate because they are excited. They allocate because they can explain the risk." สถาบันการเงินไม่ได้ตัดสินใจลงทุนเพราะความตื่นเต้นต่อเทคโนโลยีใหม่ แต่เพราะสามารถประเมิน อธิบาย และบริหารความเสี่ยงได้อย่างชัดเจน
นั่นทำให้การบริหารความเสี่ยงไม่ได้เป็นเพียงข้อกำหนดด้าน Compliance อีกต่อไป แต่กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Digital Assets สามารถนำมาใช้งานจริงได้ในระดับองค์กร องค์กรจำเป็นต้องติดตามความเสี่ยงใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น Smart Contract, Validator, การอัปเกรดเครือข่าย Blockchain หรือโครงสร้างการดูแลสินทรัพย์ (Custody)
อุปสรรคที่แท้จริงคือการประสานงานภายในองค์กร
สารสำคัญที่สะท้อนออกมาจากหลายเวทีในปีนี้คือ อุปสรรคของการนำ Digital Assets มาใช้งานจริง ไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่คือการประสานงานภายในองค์กร Digital Assets ส่งผลกระทบต่อแทบทุกหน่วยงานของธนาคาร
- ฝ่าย Treasury ต้องการบริหารสภาพคล่องแบบเรียลไทม์
- ฝ่าย Product ต้องตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า
- ฝ่าย Compliance และ Legal ต้องดูแลข้อกำหนดด้านกฎหมาย
- ฝ่าย Risk ต้องประเมินความเสี่ยงรูปแบบใหม่
- ส่วนฝ่าย Technology ต้องเชื่อมทุกอย่างเข้ากับระบบเดิมที่ใช้งานมานานหลายสิบปี
แม้แต่ละฝ่ายจะเห็นโอกาสของ Digital Assets แต่กลับมีมุมมองและลำดับความสำคัญที่แตกต่างกัน เมื่อไม่มีโครงสร้างการกำกับดูแลที่สามารถเชื่อมทุกฝ่ายเข้าด้วยกัน โครงการจำนวนมากจึงหยุดอยู่ที่ขั้น Pilot แม้เทคโนโลยีจะพร้อมสำหรับการใช้งานจริงแล้วก็ตาม
ความพร้อมในการปฏิบัติการ จะเป็นตัวตัดสินการแข่งขันรอบต่อไป
การแข่งขันของอุตสาหกรรมธนาคารในยุค Digital Assets จะไม่ได้วัดกันว่าใครเปิดตัวโครงการ Blockchain ได้มากที่สุด แต่จะวัดกันว่าใครสามารถปรับระบบปฏิบัติการภายใน ให้รองรับการกำกับดูแล การบริหารสภาพคล่อง การจัดการ Wallet และการบริหารความเสี่ยง บนระบบการเงินแบบ Multi-Rail ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สัญญาณเชิงบวกเริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว โดยในประเทศไทยมีผู้ประกอบการตลาดทุน 6 ราย ที่แสดงความสนใจในการออกกองทุนรวมและตราสารหนี้ในรูปแบบ Tokenized ซึ่งสะท้อนว่าตลาดกำลังค่อย ๆ เปลี่ยนผ่านจากการทดลองไปสู่การใช้งานจริง
ผู้ชนะในยุค Digital Finance อาจไม่ใช่ธนาคารที่เริ่มต้นเร็วที่สุด แต่คือธนาคารที่สามารถปรับโครงสร้างองค์กร เพื่อรองรับระบบการเงินแบบเรียลไทม์ที่มีหลายเครือข่ายทำงานร่วมกันได้ก่อน เพราะอนาคตต่อไปของ Digital Assets คือ ความสามารถในการเปลี่ยนองค์กรให้พร้อมสำหรับการใช้งานจริง
รับฟังบทวิเคราะห์เพิ่มเติมได้ที่ https://youtube.com/playlist?list=PLJCrobWNqQvsuUikHX-4M9PEUpL5uxikm&si=s0kVnvgun68Z9VCZ





