milkyway 6
milkyway 7
milkyway 8
trending
07 กรกฎาคม 2569
ภาษาไทย

ทำไม Stablecoin จึงกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน

1200x800_blog-th (1).jpg

ในอดีต Stablecoin ถูกมองว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของคริปโต ใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการเทรด เป็นแหล่งสภาพคล่อง หรือเป็นที่พักเงินชั่วคราวระหว่างสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีความผันผวน แต่ในปัจจุบันนี้ คำถามของตลาดไม่ได้อยู่ที่ว่า "Stablecoin ใช้งานได้จริงไหม?" อีกต่อไปแล้ว 

คำถามที่สำคัญกว่าคือ "มันควรถูกนำไป Plug-in กับระบบการเงินส่วนไหนก่อน?"

หากไปดูมุมมองจากยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Circle, Visa, Ripple, หรือ M0 เป็นต้น ต่างก็ได้ข้อสรุปไปในทางเดียวกันว่า Stablecoin กำลังได้รับการยอมรับในวงกว้าง เพราะมันเข้าไปแก้ Pain Points ในโลกธุรกิจจริงได้ และนี่คือสัญญาณการเติบโตที่แข็งแกร่งในปัจจุบัน

Stablecoin ได้รับความนิยม เพราะแก้ปัญหาที่จับต้องได้

ในขณะที่เทคโนโลยีทางการเงินหลายอย่างมักมีฟีเจอร์ที่ล้ำเกินความจำเป็น แต่ Stablecoin ชนะใจองค์กรทั่วโลกด้วยเหตุผลง่าย ๆ คือ "สามารถลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานได้อย่างเห็นได้ชัด"

หากกางกระบวนการทำงานขององค์กรข้ามชาติในปัจจุบัน จะพบว่ายังมีต้นทุนแฝงมหาศาลที่ระบบการเงินเดิมๆ ยังตอบโจทย์ได้ไม่ดีพอ:

  • การโอนเงินข้ามประเทศ ที่ช้าและมีตัวกลางเยอะ
  • สภาพคล่องติดขัด เงินทุนกระจุกตัวอยู่ตามธนาคารในแต่ละประเทศ
  • ต้องทำ Pre-funding (สำรองเงินล่วงหน้า) เพื่อรอเคลียริ่งธุรกรรม
  • ระบบชำระเงินทำงานคนละไทม์โซน และการกระทบยอดบัญชี (Reconciliation) ที่ยุ่งยาก

Nassim Eddequiouaq CEO & Co-Founder ของ Bastion ระบุว่า การนำ Stablecoin มาใช้ในระดับองค์กรกำลังเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คิด เพราะเมื่อคำนวณผลตอบแทน (ROI) ออกมาเป็นตัวเลขที่ชัดเจน การพูดคุยในบอร์ดบริหารจึงเปลี่ยนจากการ "ทดลองเทคโนโลยี" มาเป็นการ "ใช้งานจริง"

Stablecoin กำลังกลายเป็น Utility Layer ของระบบการเงิน

อีกเหตุผลที่ทำให้เรื่องราวของ Stablecoin เปลี่ยนไป คือผู้ใช้งานเริ่มมองในฐานะ "เงิน" มากกว่า "คริปโต"

Bob O'Brien Senior Director, GTM Visa Crypto Solutions จาก Visa กล่าวไว้ว่า"Stablecoin ไม่ใช่ Bitcoin และไม่ใช่ Ethereum แต่มันคือเงินตราในรูปแบบดิจิทัล"

ธุรกิจส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการสินทรัพย์มาเก็งกำไร แต่ต้องการวิธีการเคลื่อนย้ายเงินที่มีประสิทธิภาพสูงสุด Stablecoin จึงทำหน้าที่เป็น Utility Layer ที่เชื่อมต่อระบบธนาคารแบบเดิม ฟินเทค และทีมบริหารเงินสดเข้าด้วยกัน

ภาพนี้ไม่ต่างจาก "อินเทอร์เน็ต" ในยุค 90s ที่ช่วงแรกทุกบริษัทต้องตั้งแผนก Internet Strategy แต่ปัจจุบัน อินเทอร์เน็ตกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่กลืนไปกับชีวิตประจำวันไปแล้ว

ทีม Treasury กำลังกลายเป็นผู้ใช้งานกลุ่มแรก

หนึ่งในสัญญาณสำคัญของเทคโนโลยีที่เริ่มเติบโต คือการที่ผู้ใช้งานกลุ่มแรกไม่ใช่ผู้บริโภค แต่เป็นฝ่ายปฏิบัติการขององค์กร วันนี้ ผู้ที่เริ่มใช้ Stablecoin อย่างจริงจังคือ ทีม Treasury

Fiona Murray Managing Director APAC จาก Ripple เผยว่า สถาบันการเงินกำลังนำ Stablecoin มาใช้บริหารสภาพคล่องและโอนเงินระหว่างประเทศ เพราะระบบธนาคารพาณิชย์แบบเดิมมีข้อจำกัดด้านเวลาทำการ แต่ Stablecoin เปิดโอกาสให้เงินเคลื่อนย้ายได้ 24/7 ไม่มีวันหยุด

องค์กรจึงไม่จำเป็นต้องกักเงินสดไว้หลายแห่งอีกต่อไป และสามารถบริหารเงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผลลัพธ์จึงไม่ได้มีเพียง "การโอนเงินที่เร็วขึ้น" แต่หมายถึง การใช้เงินทุนได้คุ้มค่ากว่าเดิม 

Fiona Murray,  Managing Director APAC of Ripple กล่าวไว้ว่า"เราไม่ได้อยู่ในโลกที่ต้องเลือกว่าจะใช้ Stablecoin ทั้งหมด หรือใช้เงิน Fiat ทั้งหมด"


ประเด็นสำคัญคือ Stablecoin ไม่ได้เข้ามาแทนที่ระบบธนาคาร แต่เข้ามาเสริมให้ระบบเดิมมีประสิทธิภาพมากขึ้น ธนาคารยังคงเป็นผู้ดูแลความสัมพันธ์กับลูกค้า ขณะที่ผู้ให้บริการ Stablecoin กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงิน นี่คือพลวัตที่แตกต่างจากภาพการ "Disrupt ธนาคาร" ที่หลายคนเคยคาดไว้

Stablecoin เป็นมากกว่า "การชำระเงิน"

การมอง Stablecoin เป็นเพียงช่องทางการชำระเงิน (Payment Gateway) ถือเป็นการประเมินศักยภาพที่ต่ำเกินไป

Luca Prosperi  CEO & Co-Founder ของ M0 มองว่า Stablecoin กำลังวิวัฒนาการไปสู่การเป็น "Backend ใหม่ของระบบการเงินทั้งหมด" โดยจะค่อย ๆ ขยายบทบาทไปทีละขั้นตอน

  • การ Settlement ในตลาดทุน
  • การโอนเงินข้ามประเทศ
  • การบริหารเงินสดองค์กร (Treasury)
  • ไปจนถึง สินเชื่อ และบัญชีเพื่อการลงทุน

"Stablecoin กำลังกินระบบการเงินทีละชิ้น" Luca เปรียบเทียบไว้อย่างน่าสนใจ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดจากการปฏิวัติครั้งใหญ่ในวันเดียว แต่เกิดจากการปรับปรุงเวิร์กโฟลว์เล็ก ๆ นับพันจุด จนในที่สุดระบบการเงินทั้งระบบจะเปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว

ทำไม Stablecoin จึงเหมาะกับเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI Agent

อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง คือ AI Agent ก็ต้องมีวิธีในการชำระเงินเช่นกัน

เมื่อระบบ AI สามารถตัดสินใจ ประสานงาน และดำเนินงานได้ด้วยตนเอง มันก็ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่รองรับการทำธุรกรรมเช่นกัน แต่ระบบธนาคารแบบเดิมถูกออกแบบมาเพื่อมนุษย์ เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI Agent อาจต้องใช้ระบบการเงินที่แตกต่างออกไป

Chengyi Ong Director of APAC Policy & Regulatory Strategy จาก Circle กล่าวว่า โครงการ Circle Agent Stack ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้ AI Agent สามารถ มี Wallet ของตนเอง บริหารเงินภายใต้กฎที่กำหนด และใช้งานบริการทางการเงินแบบ Programmable

เหตุผลคือ ซอฟต์แวร์ย่อมทำงานได้ดีที่สุดกับเงินที่ถูกออกแบบมาสำหรับซอฟต์แวร์

Stablecoin จึงมีคุณสมบัติที่เหมาะสม ได้แก่

  • การชำระเงินแบบทันที
  • การเข้าถึงได้ทั่วโลก
  • ความสามารถในการตั้งเงื่อนไขผ่านโปรแกรม
  • กฎที่เครื่องสามารถอ่านและประมวลผลได้
  • การให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

เมื่อ AI มีบทบาททางเศรษฐกิจมากขึ้น Stablecoin จึงมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นระบบการชำระเงินตามธรรมชาติสำหรับ Agent Economy

ดังที่ Chengyi กล่าวไว้ว่า "Stablecoin เหมาะอย่างยิ่งสำหรับเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI Agent"


อนาคตคือ "Workflow" ไม่ใช่ "การเก็งกำไร"

วันนี้ Stablecoin ก้าวข้ามคำว่า "คริปโต" หรือ "การเก็งกำไร" ไปไกลแล้ว แต่เป็นเรื่องของ ประสิทธิภาพ, ต้นทุน และระบบหลังบ้าน

เทคโนโลยีที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก คือเทคโนโลยีที่ผู้ใช้ "แทบไม่รู้สึกถึงการมีอยู่ของมัน"

  • เราไม่เคยนึกถึงโปรโตคอล TCP/IP เวลาส่งอีเมล
  • เราไม่เคยนึกถึงระบบ Cloud ทุกครั้งที่เปิดใช้งานแอปพลิเคชัน

ในอนาคตอันใกล้ Stablecoin ก็จะเป็นเช่นนั้น มันจะทำหน้าที่อยู่เบื้องหลัง เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ขับเคลื่อนเม็ดเงินทั่วโลกให้เคลื่อนที่ไปอย่างรวดเร็วและไร้รอยต่อ โดยที่ผู้ใช้งานปลายทางได้รับประสบการณ์การโอนเงินที่เร็วและถูกลง โดยไม่จำเป็นต้องรู้ด้วยซ้ำว่ามี Stablecoin วิ่งอยู่เบื้องหลังระบบ

รับชม REDeFiNE TOMORROW 2026 ฉบับเต็มเพิ่มเติมที่ https://youtube.com/playlist?list=PLJCrobWNqQvsuUikHX-4M9PEUpL5uxikm&si=s0kVnvgun68Z9VCZ 

Use and Management of Cookies

We use cookies and other similar technologies on our website to enhance your browsing experience. For more information, please visit our Cookies Notice.

Reject
Accept