Stablecoin ก้าวขึ้นสู่มาตรฐานใหม่ของการโอนเงินในโลกจริง

Stablecoin ได้เปลี่ยนบทบาทจากเครื่องมือเฉพาะกลุ่มสำหรับการซื้อขายคริปโต มาเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานหลักของระบบเศรษฐกิจโลกอย่างเต็มตัว ในปี 2026 เรากำลังเห็นการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เมื่อ Stablecoin ทำหน้าที่เสมือน “เงินสดดิจิทัลบนอินเทอร์เน็ต” ที่สามารถตั้งโปรแกรมได้ (Programmable Money) และถูกผสานเข้ากับเครือข่ายการชำระเงินระดับโลก รวมถึงระบบห่วงโซ่อุปทานขององค์กรขนาดใหญ่โดยตรง
Stablecoin Supply: การเติบโตแบบก้าวกระโดด

ที่มา: theblock.co/data/stablecoins/usd-pegged/total-stablecoin-supply
อุปทานรวมของ Stablecoin ในปัจจุบันก้าวข้ามการเติบโตแบบเส้นตรงเข้าสู่ทิศทางแบบก้าวกระโดดอย่างชัดเจน โดยมีรายงานว่า ในช่วงเดือนกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2026 มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมได้สร้างสถิติใหม่ด้วยมูลค่าสูงกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการเติบโตอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องจากระดับ 2.85 แสนล้านดอลลาร์ในช่วงปลายปี 2025 ที่ผ่านมา
- การเปลี่ยนผ่านสู่ภาคสถาบัน: การเติบโตของอุปทานนี้ถูกขับเคลื่อนหลักๆ จากการโอนเงินระหว่างประเทศของภาคธุรกิจ การบริหารจัดการเงินสดขององค์กร และการที่สถาบันการเงินดั้งเดิมเริ่มหันมาออก Stablecoin ภายใต้การกำกับดูแลอย่างเป็นทางการ
- โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการขยายตัว: ฐานอุปทานที่ขยายตัวขึ้นอย่างมากช่วยให้ Stablecoin ทำหน้าที่เป็น Settlement Layer ที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถรองรับธุรกรรมปริมาณมหาศาลได้โดยไม่มีข้อจำกัดเดิมๆ ของระบบธนาคารแบบเก่า
- แรงหนุนจากกรอบกฎหมาย:
- การผ่านกฎหมาย GENIUS Act ในสหรัฐฯ และการบังคับใช้กฎระเบียบ MiCA ในยุโรปเมื่อปี 2025 ได้สร้างรากฐานทางกฎหมายที่ชัดเจน ทำให้ธนาคารต่างๆ สามารถนำ Stablecoin เข้ามาผสานในงบดุลของตนเองได้โดยตรง
- ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) ได้ปรับปรุงเกณฑ์ให้ Stablecoin เป็นสินทรัพย์สำรองที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยลดส่วนต่างการตีมูลค่า สำหรับ USDC/USDT ให้เหลือเพียง 2% ซึ่งหมายความว่าโบรกเกอร์สามารถนับมูลค่าเหรียญได้สูงถึง 98% เพื่อใช้เป็นเงินกองทุนตามกฎระเบียบ ช่วยปลดล็อกสภาพคล่องมหาศาลสู่ระบบการเงินกระแสหลัก
- ขณะภูมิภาค SEA ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านจากช่วงทดลองใน Sandbox สู่การใช้กรอบกฎหมายระดับชาติที่บังคับใช้ได้จริง โดยมี สิงคโปร์ เป็นผู้กำหนดมาตรฐานสูงสุด (Gold Standard) ด้วยระบบการออกใบอนุญาตที่เข้มงวดของ MAS ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านกำลังเร่งสร้างความเชื่อมั่นในระดับสถาบันเช่นกัน
- ไทย และ ฟิลิปปินส์ ได้ยกระดับการใช้งานไปอีกขั้น โดยอนุญาตให้ใช้ Stablecoin เป็นหลักประกันที่ถูกต้องในตลาดอนุพันธ์ และผสานเข้ากับระบบชำระเงินแห่งชาติอย่าง QRPh เพื่อขับเคลื่อนการค้าระไร้พรมแดนและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากทั่วโลก
การขยายตัวของการชำระเงินด้วย Stablecoin ในหลากหลายรูปแบบ
บทบาทของ Stablecoin มีความหลากหลายมากขึ้นในระบบเศรษฐกิจโลก ช่วยให้การโอนมูลค่าระหว่างธุรกิจ แพลตฟอร์ม และผู้บริโภคเป็นไปได้อย่างไร้รอยต่อ
- ภาคธุรกิจ (B2B): ยังคงเป็นกลุ่มการใช้งานหลักตามปริมาณธุรกรรม โดยบริษัทต่างๆ ใช้ประโยชน์จากบล็อกเชนที่ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อข้ามขั้นตอนระบบ SWIFT ที่ปกติใช้เวลาถึง 48–72 ชั่วโมง
- การใช้จ่ายผ่านบัตร (Crypto Card-Linked): การเชื่อมต่อกับเครือข่ายบัตรยักษ์ใหญ่ทำให้ Stablecoin กลายเป็นเครื่องมือใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยผู้ใช้สามารถจ่ายเงินดิจิทัลดอลลาร์ให้กับร้านค้าหลายล้านแห่งได้ทันที
- การโอนเงินรายย่อย (P2P และ B2C): เติบโตอย่างแข็งแกร่งโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ซึ่ง Stablecoin กลายเป็นทางเลือกที่รวดเร็วและต้นทุนต่ำกว่ามากสำหรับการโอนเงินรายบุคคล
- การสำรองเงินทุนของสถาบัน (Institutional Prefunding): สถาบันการเงินหันมาใช้ Stablecoin ในการเติมเงินทุนล่วงหน้าเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารสภาพคล่อง
ความเคลื่อนไหวล่าสุด: การใช้งานจริงในระดับองค์กร
ยักษ์ใหญ่ระดับโลกได้เปลี่ยนจากขั้นทดลองมาสู่การใช้งานจริงอย่างเต็มตัว:
- ธนาคารกลางจีน (PBoC): เริ่มให้ดอกเบี้ยสำหรับยอดเงิน หยวนดิจิทัล (e-CNY) ที่ถือครองในวอลเล็ตของธนาคารพาณิชย์ (มีผลตั้งแต่ 1 ม.ค. 2026) การเคลื่อนไหวนี้เป็นการมอบสถานะทางกฎหมายให้ e-CNY เทียบเท่ากับเงินฝากธนาคาร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นการใช้งานและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง WeChat Pay และ Alipay
- The Digital Chamber: ออกหลักการพื้นฐานสำหรับ Stablecoin เพื่อสนับสนุนให้มีกลไกการให้ผลตอบแทนและรางวัล ภายใต้ร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโตของวุฒิสภาสหรัฐฯ เพื่อตอบโต้การคัดค้านจากธนาคารยักษ์ใหญ่ใน Wall Street และมุ่งหวังที่จะสร้างกรอบการกำกับดูแลที่เอื้อต่อการแข่งขันและนวัตกรรมมากขึ้น
- BNY Mellon x Talos แพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัลสำหรับสถาบัน : ได้เข้าร่วมโครงการ Tokenized Deposit ของ BNY Mellon ความร่วมมือนี้ช่วยให้เกิดการชำระดุลแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเงินทุนบนบล็อกเชน ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยและการปฏิบัติตามกฎระเบียบระดับธนาคาร
- BNY Mellon: เปิดตัวบริการ Tokenized Deposit อย่างเป็นทางการ โดยเปลี่ยนเงินฝากธนาคารแบบดั้งเดิมให้อยู่ในรูปแบบ On-chain โดยมีพันธมิตรระดับโลกอย่าง ICE, Citadel Securities และ Circle เข้าร่วมในการทดสอบ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการชำระดุลในตลาดทุนให้ทันสมัย
- Anchorage Digital: เปิดตัวโซลูชัน Stablecoin สำหรับธนาคารโดยเฉพาะ เพื่อปรับปรุงการชำระดุลเงินดอลลาร์สหรัฐข้ามพรมแดนให้ทันสมัย โดยจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับสถาบันการเงินดั้งเดิมในการเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบบล็อกเชน
- Visa: เปิดตัวโครงการนำร่อง Direct USDC Payouts เพื่อรองรับการชำระเงินทั่วโลกแบบเรียลไทม์สำหรับกลุ่ม Creator และแพลตฟอร์ม Gig Economy
- Alibaba & JPMorgan: เริ่มใช้โครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชนของ JPMorgan สำหรับการชำระเงินด้วยเงินดอลลาร์และยูโรในรูปแบบ Tokenized เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการค้า B2B ระหว่างประเทศ
- Google & Coinbase: เปิดตัวโปรโตคอลการชำระเงิน x402 สำหรับ AI เพื่อเป็นมาตรฐานให้เอเจนท์ AI อัตโนมัติสามารถทำธุรกรรมด้วย Stablecoin ได้เอง
- Mastercard & Circle: เปิดระบบชำระดุลด้วย Stablecoin ในภูมิภาค EEMEA โดยเชื่อมต่อ USDC เข้ากับกระแสการเงินของร้านค้าในภูมิภาค
- Société Générale: ออก Stablecoin อ้างอิงมูลค่าดอลลาร์ภายใต้การกำกับดูแล สะท้อนถึงการยอมรับจากสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ในยุโรป
- Walmart & Amazon: มีรายงานว่ากำลังพัฒนาโปรเจกต์ Stablecoin ของตนเองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการชำระดุลและลดค่าธรรมเนียมธุรกรรมมหาศาล
บทสรุป
ภาพรวมในปี 2026 มีแนวโน้มที่เห็นได้ชัดว่า Stablecoin ได้เปลี่ยนผ่านจากการเป็นสินทรัพย์เก็งกำไร สู่การเป็น โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการโอนเงินจากทั่วโลก การเปลี่ยนแปลงนี้ถูกนิยามด้วยการขยายตัวของ Supply มหาศาลและการกระจายตัวของทิศทางการไหลเวียนเงินในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมด้วยกฎระเบียบที่ชัดเจนมากขึ้นในแต่ละภูมิภาค
—----
ที่มา
https://www.wsj.com/finance/banking/walmart-amazon-stablecoin-07de2fdd





