milkyway 6
milkyway 7
milkyway 8
trending
27 มิถุนายน 2568
ภาษาไทย

เจาะลึกเทรนด์ Digital Asset จัดเต็มกว่า 40 ชั่วโมงจากผู้นำในตลาด จากงาน REDeFiNE TOMORROW 2025

TH-1200x800.jpg
REDeFiNE TOMORROW 2025: เวทีรวมสุดยอดไอเดียฝ่าวัฏจักรตลาด


เวทีระดับโลกด้าน DeFi และ Web3 โดยปีนี้จัดขึ้นภายใต้ธีม “Building Through Cycles” รวมเอาผู้นำในวงการกว่า 40 คนจากทั่วโลก ทั้งนักพัฒนา นักวิเคราะห์ และนักลงทุนจากหลากหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น Fireblocks, Pantera, Chainalysis, Sygnum และ SCB 10X และอีกมากมาย พูดคุยกว่า 25 หัวข้อ เนื้อหาเข้มข้นกว่า 40 ชั่วโมงเต็ม ครอบคลุมประเด็นสำคัญรอบด้านของวงการคริปโต ตั้งแต่การเติบโตของ Stablecoin ไปจนถึงการผสานรวมระหว่างเทคโนโลยี AI กับโลกคริปโต การเข้ามาของนักลงทุนและสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ พลังของเหล่าผู้สร้างนวัตกรรมที่ยังคงมุ่งมั่นแม้ยามตลาดผันผวน ตลอดจนความก้าวหน้าทางเทคนิคใหม่ๆ เช่น โซลูชันบล็อกเชนที่เน้นความเป็นส่วนตัว และการใช้ AI Agent บริหารจัดการการเงินอัตโนมัติ โดยบทความนี้จะสรุปสาระสำคัญ รวมไปถึงมุมมอง และกลยุทธ์จากเหล่าผู้นำระดับโลก

เมื่อ Stablecoin ก้าวสู่โครงสร้างหลักของโลกการเงินดิจิทัล คาดมูลค่าพุ่ง $2 ล้านล้าน


Stablecoin ยังคงเป็นพระเอกของวงการคริปโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญหลายคนกล่าวถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของเหรียญ Stablecoin ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินยุคใหม่ ปริมาณการใช้ stablecoin เติบโตแบบก้าวกระโดด สะท้อนถึงแนวโน้มที่ Stablecoin จะกลายเป็นศูนย์กลางของระบบการชำระเงินดิจิทัลในอนาคตอันใกล้


จากการคาดการณ์ของ
Fireblocks ที่ระบุว่าปริมาณธุรกรรมผ่าน Stablecoin จะทะยานแตะระดับ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และการวิเคราะห์จาก Anchorage ที่มองว่า Stablecoin อาจจะติดอันดับหนึ่งในสิบผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มากที่สุดในอนาคตอันใกล้ ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มสินทรัพย์นี้กำลังก้าวข้ามจากการเป็นนวัตกรรมเฉพาะกลุ่มสู่การเป็นโครงสร้างการเงินระดับโลกอย่างแท้จริง

นอกจากนี้การเปิดตัวเหรียญ RLUSD ของ Ripple ซึ่งมีมูลค่าตลาดพุ่งแตะระดับ 300 ล้านดอลลาร์ ในระยะเวลาอันสั้น ยิ่งแสดงให้เห็นว่าการนำ Stablecoin ไปใช้ในโลกจริงกำลังเริ่มเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ โดย Luca Prosperi จาก M0 ยังเสริมว่า stablecoin มีศักยภาพที่จะเติบโตไปจนมีมูลค่ารวมแตะระดับหลายล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ Jonathan Levin จาก Chainalysis ยืนยันว่าปัจจุบันตลาด Stablecoin ทั่วโลกมีมูลค่าเกินกว่า 250,000 ล้านดอลลาร์ ไปแล้ว สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขคาดการณ์ แต่ถือเป็นสัญญาณบ่งชี้ที่ชัดเจนถึงทิศทางใหม่ของโลกการเงินยุคดิจิทัล

การผสาน AI-Crypto: เมื่อสองขั้วเทคโนโลยีหลอมรวมสู่โอกาสใหม่

อีกประเด็นสำคัญที่กำลังถูกจับตามองในปีนี้คือ การผสานพลังระหว่าง AI และ คริปโต ซึ่งถูกหยิบมาอภิปราย พร้อมยกตัวอย่างโครงการที่นำ AI มาใช้งานร่วมกับคริปโตได้อย่างน่าสนใจ

Paul Veradittakit จาก Pantera Capital ชี้ว่า AI และ Stablecoin จะเป็นสองเทรนด์สำคัญที่กำหนดทิศทางโลกคริปโตในปี 2025 โดยมีแพลตฟอร์มที่เริ่มประสบความสำเร็จให้เห็นชัดเจนแล้ว เช่น Vana แพลตฟอร์ม Data DAO ที่เปิดตัวและสามารถดึงดูดผู้ใช้ได้กว่า 140,000 คนภายในระยะเวลาเพียงสัปดาห์เดียว ขณะที่ Kaito AI ก็มีองค์กรต่างๆ ใช้งานระบบค้นหาข้อมูลเชิงลึกกว่า 700 ทีม ในปัจจุบัน

โครงสร้างพื้นฐาน AI แบบกระจายศูนย์ (Decentralized AI Infrastructure), โมเดล AI ที่ผู้ใช้มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของ (User-owned AI models), และ Intelligent Agents หรือระบบ AI ที่มีความสามารถในการตัดสินใจและดำเนินการอัตโนมัติ กำลังถูกพัฒนาเพื่อเป็นรากฐานสำคัญของ Web3 ในยุคถัดไป สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแนวคิดหรือวิสัยทัศน์ที่ยังอีกไกล แต่คือผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้จริง ซึ่งผ่านการพิสูจน์แล้วว่าสามารถอยู่รอด เติบโต และก้าวข้ามวัฏจักรต่างๆ ของตลาดมาได้อย่างแข็งแกร่ง

กรณีศึกษาอย่าง Kaito และ Vana แสดงให้เห็นว่า AI และคริปโตเริ่มเข้าใกล้กันมากขึ้นเรื่อยๆ ฝั่ง AI สามารถเข้ามาช่วยจัดการกับข้อมูลมหาศาลในอุตสาหกรรมคริปโตให้เกิดประโยชน์จริง ไม่ว่าจะเป็นการกลั่นกรองข้อมูลข่าวสาร การวิเคราะห์แนวโน้มตลาด หรือการค้นหาโปรเจ็กต์ที่น่าสนใจ ในทางกลับกัน เทคโนโลยีบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัลก็ช่วยแก้ปัญหาในโลก AI ได้เช่นกัน อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญบางรายเตือนว่าการนำ AI มาพ่วงกับคริปโตควรต้องมาพร้อมกรณีการใช้งานที่จับต้องได้จริง โปรเจกต์ที่จะอยู่รอดได้จะต้องแก้ปัญหาได้ตรงจุด หาใช่เพียงการนำคำว่า “AI” หรือ “Blockchain” มาใช้โปรยหัวเพื่อการตลาดเท่านั้น ดังนั้น การบรรจบกันของ AI กับคริปโตจะเกิดผลในวงกว้างได้ ก็ต่อเมื่อทั้งสองเทคโนโลยีเติมเต็มซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง สร้างคุณค่าใหม่ที่จับต้องได้ให้กับผู้ใช้งาน

การรุกของสถาบันการเงิน ทุ่มทุนยักษ์ใหญ่กว่า 18 ล้านล้านดอลลาร์ในโลกคริปโต

ช่วงไม่กี่ปีมานี้ เราได้เห็นภาพที่วงการคริปโตไม่ได้จำกัดอยู่เพียงนักลงทุนรายย่อยหรือกลุ่มผู้นิยมเทคโนโลยีอีกต่อไป หากแต่ เม็ดเงินจากนักลงทุนสถาบันและบริษัทการเงินยักษ์ใหญ่ได้หลั่งไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในงาน REDeFiNE TOMORROW 2025 วิทยากรหลายคนชี้ให้เห็นว่า “คลื่นทุนสถาบัน” นี้กำลังเปลี่ยนโฉมภูมิทัศน์ของวงการคริปโตไปโดยสิ้นเชิง

ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา แพลตฟอร์ม Talos ซึ่งให้บริการโครงสร้างพื้นฐานสำหรับสถาบันการเงิน ได้ดึงดูดเม็ดเงินจากกลุ่มสถาบันมากถึง 18 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เข้าสู่ระบบนิเวศคริปโต ขณะเดียวกันกองทุน Bitcoin ETF ของ BlackRock (iBit) ก็กลายเป็นกองทุน ETF ที่ประสบความสำเร็จในการเปิดตัวมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารที่ทะลุ 70,000 ล้านดอลลาร์ อย่างรวดเร็ว

นี่ไม่ใช่เพียงการคาดการณ์หรือสมมติฐานอีกต่อไป แต่คือ ความจริงที่กำลังเกิดขึ้นแล้วในวันนี้ วิทยากรจาก Sygnum, Fireblocks และ Ripple ต่างยืนยันตรงกันว่าธนาคารและผู้จัดการสินทรัพย์ระดับโลกไม่ได้แค่สำรวจโอกาสในโลกสินทรัพย์ดิจิทัลเท่านั้น แต่พวกเขากำลังก้าวเข้าสู่ขั้นตอนการลงมือทำจริงๆ และด้วยกรอบกฎระเบียบที่ชัดเจนมากขึ้นทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นข้อบังคับ MiCA ในยุโรป หรือ ADGM ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย สิ่งเหล่านี้ได้เปิดประตูอย่างเต็มที่ให้กลุ่มทุนสถาบันเข้ามาเติบโตและขยายบทบาทในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างจริงจัง

Builder’s Paradise: เรื่องราวแห่งความสำเร็จของผู้สร้างที่ไม่หยุดพัฒนา

หัวใจสำคัญของงาน REDeFiNE TOMORROW 2025 คือการเน้นย้ำถึงบทบาทของ “ผู้สร้าง” หรือ builders ซึ่งหมายถึงเหล่าผู้ประกอบการ นักพัฒนา และนักนวัตกรรมที่ยังคงทุ่มเทสร้างโครงการใหม่ๆ แม้จะต้องเผชิญกับวัฏจักรขึ้นลงของตลาดคริปโต ในงานปีนี้มีหลายเซสชันที่ผู้ก่อตั้งบริษัทคริปโตชั้นนำแบ่งปันประสบการณ์การนำพาธุรกิจให้รอดพ้นช่วงตลาดขาลง (bear market) และเติบโตในระยะยาว หลายคนย้ำว่าช่วงตลาดหมีเป็นช่วงเวลาที่ “ต้องลงมือสร้าง” อย่างแท้จริง (bear market is for building) เพราะการแข่งขันลดลงและมีโอกาสให้โฟกัสพัฒนาผลิตภัณฑ์กับชุมชนผู้ใช้งานอย่างเต็มที่ กลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการเหล่านี้ใช้มีทั้งการปรับโมเดลธุรกิจให้คล่องตัว ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น รักษาทีมงานหลักที่แข็งแกร่งเอาไว้ และที่สำคัญคือ ไม่หยุดสร้างนวัตกรรม เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวันที่ตลาดกลับมาคึกคักอีกครั้ง 

ตัวอย่างเช่นโปรโตคอล EigenLayer ที่มีสินทรัพย์ถูกนำไป restake สูงถึง 12,000 ล้านดอลลาร์ หรือแพลตฟอร์มโลกเสมือนอย่าง Sandbox ที่สามารถเพิ่มรายได้ต่อผู้ใช้ได้มากกว่า 4 เท่า ในช่วงตลาดหมีที่ผ่านมา ซึ่งความยืดหยุ่นและความอดทนคือคุณสมบัติร่วมที่โดดเด่นชัดเจนที่สุดในหมู่นักสร้างเหล่านี้

ผู้ก่อตั้งบริษัทชั้นนำหลายคน ไม่ว่าจะเป็น Diogo Monica จาก Anchorage หรือ Sean Ren จาก Sahara AI ต่างเน้นย้ำตรงกันว่า วัฏจักรขาลงของตลาดช่วยบังคับให้ผู้ประกอบการกลับมาโฟกัสที่พื้นฐานและสาระสำคัญจริงๆ ของผลิตภัณฑ์ และในช่วงเวลาที่ตลาดอยู่ในภาวะซบเซานี่เอง คือช่วงเวลาสำคัญที่ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ๆ มักถูกสร้างขึ้น ดังนั้นหากคุณกำลังสร้างสิ่งใหม่อยู่ในตอนนี้ คุณไม่ได้มาช้าเกินไป แต่กำลังมาในจังหวะเวลาที่เหมาะสมที่สุดแล้ว

นวัตกรรมทางเทคนิค กลยุทธ์การลงทุน และการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบ

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงานคือการนำเสนอนวัตกรรมล้ำหน้าที่จะกำหนดทิศทางวงการสินทรัพย์ดิจิทัลในอนาคต ไม่ว่าจะเป็น Noir จาก Aztec Foundation ที่ผลักดันการพัฒนา Smart Contract แบบเน้นความเป็นส่วนตัว (Privacy Smart Contracts) หรือ Fireblocks ที่ใช้ AI เข้ามาช่วยดำเนินการจัดการคลังสินทรัพย์ดิจิทัลแบบอัตโนมัติ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกที่ควรติดตาม แต่คือสัญญาณแรกเริ่มที่จะชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มหลักของตลาดขาขึ้นครั้งต่อไป ดังที่ Haseeb Qureshi ผู้บริหารของ Dragonfly ได้กล่าวสรุปไว้อย่างชัดเจนว่า:

 “Crypto คืออุตสาหกรรมที่มีวัฏจักรชัดเจนที่สุดที่ผมเคยเห็นมาตลอดชีวิต”

รับชมเนื้อหาเต็มจากงาน REDeFiNE TOMORROW 2025 ได้ที่นี่ REDeFiNE TOMORROW 2025 YouTube

Use and Management of Cookies

We use cookies and other similar technologies on our website to enhance your browsing experience. For more information, please visit our Cookies Notice.

Reject
Accept