VANA สร้างอำนาจให้ผู้ใช้: ร่วมเป็นเจ้าของโมเดลและข้อมูลแบบกระจายศูนย์
ข้อมูลถือเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเทคโนโลยี AI แต่ในขณะเดียวกันผู้ที่เป็นเจ้าของและผู้สร้างข้อมูลกลับไม่ได้รับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจอย่างเป็นธรรม Anna Kazlauskas, Creator ของ Vana จึงริเริ่มโครงการที่มุ่งเปลี่ยนแปลงโครงสร้างนี้ โดยมีเป้าหมายในการสร้างระบบนิเวศอินเทอร์เน็ตที่ผู้ใช้งานสามารถเป็นเจ้าของและมีส่วนได้ส่วนเสียในโมเดล AI ที่ตนมีส่วนร่วมในการพัฒนา ไม่ใช่เพียงบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เท่านั้นที่ได้รับประโยชน์
ในงาน REDeFiNE TOMORROW 2025 Anna Kazlauskas ได้ถ่ายทอดวิสัยทัศน์ผ่านการสนทนากับ Danny Sursock, Partner จาก Archetype เกี่ยวกับอนาคตของ Decentralized AI ที่ตั้งอยู่บนหลักการของ Collective Data Ownership โดยมี VANA เป็นผู้วางโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้ Digital footprint ของผู้ใช้งานสามารถถูกเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ที่ควบคุมได้ สร้างมูลค่า และช่วยขับเคลื่อนสังคมเทคโนโลยีที่เท่าเทียมและโปร่งใสมากขึ้น
กำแพงข้อมูล (Data Wall) และขุมทรัพย์ที่ถูกมองข้าม
ปัจจุบันอุตสาหกรรม AI กำลังเผชิญกับปัญหาสำคัญที่เรียกว่า “กำแพงข้อมูล” ซึ่งเกิดจากการที่บริษัท AI ชั้นนำอย่าง OpenAI และ Google ได้นำข้อมูลสาธารณะบนอินเทอร์เน็ตไปใช้ฝึกฝนโมเดลจนเกือบหมดแล้ว Anna Kazlauskas ชี้ให้เห็นว่าข้อมูลมหาศาลนี้เป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของโลกดิจิทัล ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.1% ถึง 4% ของข้อมูลทั้งหมดที่มีอยู่
ขุมทรัพย์ที่แท้จริงคือ ข้อมูลส่วนตัว (Private Data) ที่ผู้คนสร้างขึ้นทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นข้อความ, อีเมล, หรือเอกสารต่าง ๆ ข้อมูลเหล่านี้มีทั้งปริมาณและคุณภาพที่สูงกว่าข้อมูลสาธารณะอย่างมาก แต่กลับถูกเก็บซ่อนอยู่หลังกำแพงข้อมูลของบริษัทยักษ์ใหญ่ ดังนั้น ภารกิจหลักของ VANA คือการปลดล็อกข้อมูลเหล่านี้ โดยคืนอำนาจให้ผู้คนสามารถทวงคืนและเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของตนเองได้ เพื่อเปิดประตูสู่ขุมทรัพย์ที่ถูกมองข้ามมาโดยตลอด
การสร้างอำนาจอธิปไตยทางข้อมูลผ่านกรอบกฎหมาย
หนึ่งในความจริงที่สำคัญที่สุดแต่กลับมีคนเข้าใจน้อยที่สุดในยุคดิจิทัลคือ ผู้ใช้เป็นเจ้าของข้อมูลของตนเองตามกฎหมาย ผู้คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าการใช้แพลตฟอร์มต่าง ๆ หมายถึงการยกกรรมสิทธิ์ในเนื้อหาของตนให้กับแพลตฟอร์มนั้น ๆ
Kazlauskas ได้เปรียบเทียบเรื่องนี้ไว้อย่างเข้าใจง่ายว่า:
“เมื่อคุณนำรถไปจอดในลานจอดรถ ลานจอดรถไม่ได้กลายเป็นเจ้าของรถของคุณเพียงเพราะคุณจอดไว้ที่นั่น เช่นเดียวกับการนำข้อมูลไปไว้บนแพลตฟอร์ม ซึ่งข้อมูลนั้นยังคงเป็นของคุณโดยสมบูรณ์ตามกฎหมาย”
ข้อกำหนดในการให้บริการของแพลตฟอร์มเป็นเพียงการอนุญาตให้บริษัทใช้ข้อมูลเพื่อการดำเนินงานเท่านั้น ไม่ใช่การยึดกรรมสิทธิ์ ซึ่งหลักการนี้ได้รับการบัญญัติในกฎหมายที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ เช่น GDPR ของยุโรป, CCPA ของแคลิฟอร์เนีย, และ Digital Choice Act ของรัฐยูทาห์ กฎหมายเหล่านี้ยังได้สร้างกรอบการเคลื่อนย้ายข้อมูล (Data Portability) ซึ่งบังคับให้บริษัทต้องจัดหาข้อมูลของผู้ใช้ให้ตามคำขอภายใน 30 วัน
VANA ถูกสร้างขึ้นบนรากฐานทางกฎหมายนี้ โดยทำหน้าที่เป็นเครื่องมือให้ผู้ใช้สามารถใช้สิทธิ์ของตนเองได้ ผ่านกลไกแบบกระจายศูนย์ในการดึงข้อมูลจากแพลตฟอร์มต่าง ๆ มารวบรวมเพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกัน ทำให้แต่ละบุคคลกลายเป็น “ผู้ประมวลผลข้อมูล” ของตนเอง ดังเช่นแนวคิดของ Bitcoin ที่ทำให้คุณสามารถเป็นธนาคารของตัวเองได้
ต่อยอดจากความสำเร็จของ Reddit Data DAO
แนวคิดการเป็นเจ้าของข้อมูลของ VANA ได้รับการพิสูจน์อย่างเป็นรูปธรรมจากความสำเร็จของ Reddit Data DAO (Decentralized Autonomous Organization) ซึ่งเชิญชวนให้ผู้ใช้ Reddit นำโพสต์และประวัติการแสดงความคิดเห็นมารวมกันเพื่อสร้างชุดข้อมูลที่ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน
โครงการนี้ได้รับผลตอบรับอย่างล้นหลาม โดยในสัปดาห์แรกมีผู้เข้าร่วมถึง 140,000 คน ซึ่งความสำเร็จนี้ไม่เพียงแต่ยืนยันแนวคิดของ VANA แต่ยังทำให้ Reddit ต้องทบทวนนโยบายข้อมูลของตนเองด้วย ผู้ใช้ที่มีค่า Karma สูงสุดสามารถสร้างรายได้จากข้อมูลของตนเองได้ถึง 300-400 ดอลลาร์สหรัฐ
Kazlauskas ระบุว่ากุญแจสำคัญคือการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนให้กับสิ่งที่ผู้ใช้ไม่เคยตระหนักมาก่อนว่าเป็นของตนเอง แรงจูงใจทางการเงินนี้มีพลังมากพอที่จะดึงดูดผู้ใช้ใหม่ให้เข้ามาในโลกคริปโตโดยยอมตั้งค่า Crypto Wallet เพื่อเข้าร่วม DAO โดยเฉพาะ
นอกจากนี้ ความสำเร็จของโครงการยังเผยให้เห็นว่า ข้อมูลข้ามแพลตฟอร์ม (Cross-platform Data) มีมูลค่าสูงกว่าข้อมูลจากแหล่งเดียวอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น ข้อมูลจาก Spotify เพียงอย่างเดียวอาจมีมูลค่าเพียง 0.30 ดอลลาร์สหรัฐต่อผู้ใช้ แต่เมื่อนำมารวมกับข้อมูลด้านแฟชั่นและข้อมูลประชากร มูลค่าจะพุ่งสูงถึง 25 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่ง VANA อยู่ในจุดที่เหมาะสมที่สุดในการอำนวยความสะดวกให้เกิดการรวบรวมข้อมูลนี้ เพราะมีเพียงผู้ใช้เท่านั้นที่สามารถรวบรวมข้อมูลจากบริการทั้งหมดที่ตนเองใช้งานได้
วางรากฐานใหม่: สถาปัตยกรรมทางเทคนิคของ VANA
เพื่อรองรับเศรษฐกิจข้อมูลยุคใหม่ VANA ไม่สามารถพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชนที่มีอยู่เดิมได้ เนื่องจากข้อกำหนดด้านกฎระเบียบและความเป็นส่วนตัวที่ซับซ้อนของการจัดการข้อมูลส่วนบุคคล ทำให้จำเป็นต้องมีโซลูชันที่สร้างขึ้นมาโดยเฉพาะ VANA จึงทำงานบนบล็อกเชน Layer-1 (หรือ L1) ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ขับเคลื่อนด้วยความต้องการการกระจายศูนย์อย่างแท้จริง
โซลูชันแบบรวมศูนย์ เช่น เครือข่าย Layer-2 (หรือ L2) ที่ใช้ Centralized Sequencer มีความเสี่ยงที่จะถูกจัดประเภทเป็น “ผู้ประมวลผลข้อมูล” ภายใต้กฎ GDPR ซึ่งจะนำไปสู่ภาระในการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เป็นไปไม่ได้ เช่น การเคารพ “สิทธิ์ที่จะถูกลืม” ของผู้ใช้โดยการลบบันทึกข้อมูลออกจากบล็อกเชนที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ “เราไม่สามารถยอมแลกสิ่งเหล่านี้ได้” Kazlauskas ยืนยัน “ต้องให้ผู้ใช้แต่ละคนมีสิทธิ์ที่จะทำสิ่งนี้ได้ด้วยตนเองผ่านแพลตฟอร์มแบบกระจายศูนย์”
สถาปัตยกรรมของ VANA ประกอบด้วย ระบบผู้ตรวจสอบแบบคู่ (Dual Validator System) ซึ่งผสมผสานระหว่างผู้ตรวจสอบ L1 แบบดั้งเดิมเพื่อความปลอดภัยของเครือข่าย กับ Data Validator ที่ทำงานภายใน Trusted Execution Environments (TEEs) คือสภาพแวดล้อมฮาร์ดแวร์ที่ปลอดภัยและแยกส่วนออกมา ซึ่งช่วยให้การประมวลผลข้อมูลส่วนตัวเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลดิบ สิ่งนี้ทำให้เกิดสิ่งที่ VANA เรียกว่า “Programmable Privacy” ซึ่งอนุญาตให้ Data DAO สามารถอนุมัติโค้ดที่ต้องการให้ทำงานกับข้อมูลของตนได้ ในขณะที่ยังคงรับประกันว่าข้อมูลดิบจะปลอดภัยด้วยการเข้ารหัสและอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ใช้ ซึ่งเป็นแนวคิดที่เรียกว่า “Non-custodial Data”
คุณภาพของข้อมูลจะถูกรักษาไว้ผ่านระบบ “Proof of Contribution” ซึ่งจะให้คะแนนข้อมูลที่เข้ามาโดยใช้ตัวชี้วัดต่างๆ เช่น อายุของบัญชี ปริมาณข้อมูล หรือแม้กระทั่งใช้ LLM เพื่อตรวจสอบคุณภาพเพิ่มเติม ข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบแล้วจะถูกจัดโครงสร้างในรูปแบบ SQL เพื่อให้สามารถควบคุมการเข้าถึงข้อมูลสำหรับการฝึก AI ได้อย่างละเอียด
ระบบนิเวศนี้ขับเคลื่อนด้วย Dual Token System โดยโทเคน VANA ซึ่งเป็นโทเคนหลักจะทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรม ขณะที่โทเคน VRC-20 ที่สร้างขึ้นเฉพาะสำหรับแต่ละชุดข้อมูล จะเป็นตัวแทนความเป็นเจ้าของใน Data DAO นั้นๆ สิ่งนี้เป็นการแปลงข้อมูลให้เป็นสินทรัพย์ที่ Tokenize ได้ สร้างตลาดที่มีสภาพคล่อง และเปิดประตูสู่แอปพลิเคชัน DeFi รูปแบบใหม่ที่สามารถใช้ข้อมูลเป็นหลักประกันได้
AI ที่ผู้ใช้เป็นเจ้าของ
เป้าหมายสูงสุดของ VANA ไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างรายได้จากข้อมูล แต่คือการพลิกโฉมความเป็นเจ้าของ AI ไปตลอดกาล ในความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์กับ Flower Labs VANA ได้ช่วยสร้าง COLLECTIVE-1 ซึ่งเป็น Foundation Model ตัวแรกของโลกที่ผู้ใช้เป็นเจ้าของ โมเดลขนาด 7 พันล้านพารามิเตอร์นี้ถูกฝึกฝนขึ้นมาใหม่ทั้งหมดจากข้อมูลข้อความที่ผู้ใช้จาก Data DAO ต่างๆ ของ VANA ร่วมกันส่งเข้ามา
ความสำเร็จนี้ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับวงการ AI แบบกระจายศูนย์ “ถ้าคุณถามใครสักคนเมื่อ 18 เดือนก่อนว่า ‘คุณสามารถฝึกโมเดลแบบ Pre-training บนระบบกระจายศูนย์ได้หรือไม่?’ คนส่วนใหญ่คงตอบว่าไม่ได้” Kazlauskas เน้นย้ำ ความก้าวหน้าครั้งนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าการพัฒนา AI ที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนไม่เพียงแต่เป็นไปได้ แต่ยังสามารถแข่งขันในระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรมได้อีกด้วย
ผลกระทบที่ตามมานั้นลึกซึ้งยิ่งนัก ในโลกที่บริษัทเพียงไม่กี่แห่งกำลังควบคุมโมเดล AI ที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ความจริงของเรามากขึ้นทุกขณะ โมเดลที่ผู้ใช้เป็นเจ้าของจึงเป็นพลังถ่วงดุลที่สำคัญ มันเปลี่ยนสถานะของ AI จากภัยคุกคามที่อาจมาแย่งงานของเรา ให้กลายเป็นเครื่องมือที่ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน ซึ่งผู้มีส่วนร่วมก็คือผู้ได้รับผลประโยชน์ หากคุณเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของ AI ที่คุณช่วยสอน ความสำเร็จของมันก็คือความสำเร็จของคุณ
ความท้าทายและโอกาสในอนาคต
ความทะเยอทะยานของ VANA คือการดึงดูดผู้ใช้ให้ได้ 100 ล้านคน เพื่อสร้างชุดข้อมูลขนาดมหึมาถึง 450 ล้านล้านโทเคน ซึ่งใหญ่กว่าชุดข้อมูลของบริษัท AI ใดๆ ถึง 30 เท่า การจะไปถึงจุดนั้นได้จำเป็นต้องสร้างผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานง่ายและเกิดการบอกต่อ เพื่อลดความซับซ้อนของโลกคริปโตสำหรับผู้ใช้ทั่วไป
แน่นอนว่าเส้นทางนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ VANA ต้องเผชิญกับกฎระเบียบทั้งในโลกคริปโตและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ทั้งยังเป็นการท้าทายโมเดลธุรกิจมูลค่ามหาศาลของบริษัทยักษ์ใหญ่ ซึ่งอาจสร้างแรงต้านที่สำคัญได้
อย่างไรก็ตาม ยิ่งท้าทายมาก ก็ยิ่งมีโอกาสให้เก็บเกี่ยวเช่นกัน ระบบนิเวศของ VANA กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยจำนวนผู้สร้าง Data DAO แบบเต็มเวลานั้นมีมากกว่าขนาดของทีมงานหลักของ VANA แล้ว ด้วยโครงการอย่าง VANA Academy พวกเขากำลังบ่มเพาะ “ผู้ประกอบการด้านข้อมูล” รุ่นใหม่เพื่อสร้างธุรกิจในเศรษฐกิจยุคใหม่นี้ ศักยภาพในการนำไปใช้นั้นไร้ขีดจำกัด โดย Kazlauskas รู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษกับอนาคตของ Data DAO ในด้านต่างๆ ดังนี้:
- ด้านอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ (Robotics): อุตสาหกรรมที่ถูกจำกัดอย่างหนักจากการขาดข้อมูลสำหรับฝึกฝนในโลกแห่งความเป็นจริง
- ด้านระบบสาธารณสุข (Healthcare): ที่ซึ่งข้อมูลที่ผู้ใช้เป็นเจ้าของสามารถทลายกำแพงด้านกฎระเบียบเพื่อสร้างโมเดลสำหรับการแพทย์เฉพาะบุคคลและศาสตร์ชะลอวัย
- ด้านการวิจัยทางชีวภาพ (Bio-Research): ที่ซึ่ง AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลจริงที่นักวิจัยร่วมกันส่งเข้ามาเพื่อเร่งการค้นพบทางวิทยาศาสตร์
สำหรับนักสร้าง นักพัฒนา และนักลงทุนที่กำลังจับตามองวงการ AI VANA ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญในการเริ่มต้น มันคือการเดิมพันที่มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงกับอนาคตที่ทรัพยากรที่มีมูลค่าที่สุดของอินเทอร์เน็ตถูกควบคุมโดยผู้ที่สร้างมันขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มต้น Data DAO ใหม่ การฝึกฝนโมเดล AI ที่ไม่เหมือนใครบนชุดข้อมูลที่มีเอกลักษณ์ หรือการสร้างแอปพลิเคชัน DeFi โดยใช้ข้อมูลเป็นหลักประกัน VANA กำลังมอบเครื่องมือในการสร้างโลกดิจิทัลที่เท่าเทียมและกระจายศูนย์มากยิ่งขึ้น





