milkyway 6
milkyway 7
milkyway 8
VC Knowledge Sharing
08 กันยายน 2568
ภาษาไทย

VANA สร้างอำนาจให้ผู้ใช้: ร่วมเป็นเจ้าของโมเดลและข้อมูลแบบกระจายศูนย์

ข้อมูลถือเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเทคโนโลยี AI แต่ในขณะเดียวกันผู้ที่เป็นเจ้าของและผู้สร้างข้อมูลกลับไม่ได้รับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจอย่างเป็นธรรม Anna Kazlauskas, Creator ของ Vana จึงริเริ่มโครงการที่มุ่งเปลี่ยนแปลงโครงสร้างนี้ โดยมีเป้าหมายในการสร้างระบบนิเวศอินเทอร์เน็ตที่ผู้ใช้งานสามารถเป็นเจ้าของและมีส่วนได้ส่วนเสียในโมเดล AI ที่ตนมีส่วนร่วมในการพัฒนา ไม่ใช่เพียงบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เท่านั้นที่ได้รับประโยชน์


Article1SEP_1200X800.jpg


ในงาน REDeFiNE TOMORROW 2025 Anna Kazlauskas ได้ถ่ายทอดวิสัยทัศน์ผ่านการสนทนากับ Danny Sursock, Partner จาก Archetype เกี่ยวกับอนาคตของ Decentralized AI ที่ตั้งอยู่บนหลักการของ Collective Data Ownership โดยมี VANA เป็นผู้วางโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้ Digital footprint ของผู้ใช้งานสามารถถูกเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ที่ควบคุมได้ สร้างมูลค่า และช่วยขับเคลื่อนสังคมเทคโนโลยีที่เท่าเทียมและโปร่งใสมากขึ้น


กำแพงข้อมูล (Data Wall) และขุมทรัพย์ที่ถูกมองข้าม

ปัจจุบันอุตสาหกรรม AI กำลังเผชิญกับปัญหาสำคัญที่เรียกว่า “กำแพงข้อมูล” ซึ่งเกิดจากการที่บริษัท AI ชั้นนำอย่าง OpenAI และ Google ได้นำข้อมูลสาธารณะบนอินเทอร์เน็ตไปใช้ฝึกฝนโมเดลจนเกือบหมดแล้ว Anna Kazlauskas ชี้ให้เห็นว่าข้อมูลมหาศาลนี้เป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของโลกดิจิทัล ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.1% ถึง 4% ของข้อมูลทั้งหมดที่มีอยู่

ขุมทรัพย์ที่แท้จริงคือ ข้อมูลส่วนตัว (Private Data) ที่ผู้คนสร้างขึ้นทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นข้อความ, อีเมล, หรือเอกสารต่าง ๆ ข้อมูลเหล่านี้มีทั้งปริมาณและคุณภาพที่สูงกว่าข้อมูลสาธารณะอย่างมาก แต่กลับถูกเก็บซ่อนอยู่หลังกำแพงข้อมูลของบริษัทยักษ์ใหญ่ ดังนั้น ภารกิจหลักของ VANA คือการปลดล็อกข้อมูลเหล่านี้ โดยคืนอำนาจให้ผู้คนสามารถทวงคืนและเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของตนเองได้ เพื่อเปิดประตูสู่ขุมทรัพย์ที่ถูกมองข้ามมาโดยตลอด


การสร้างอำนาจอธิปไตยทางข้อมูลผ่านกรอบกฎหมาย

หนึ่งในความจริงที่สำคัญที่สุดแต่กลับมีคนเข้าใจน้อยที่สุดในยุคดิจิทัลคือ ผู้ใช้เป็นเจ้าของข้อมูลของตนเองตามกฎหมาย ผู้คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าการใช้แพลตฟอร์มต่าง ๆ หมายถึงการยกกรรมสิทธิ์ในเนื้อหาของตนให้กับแพลตฟอร์มนั้น ๆ

Kazlauskas ได้เปรียบเทียบเรื่องนี้ไว้อย่างเข้าใจง่ายว่า: 

“เมื่อคุณนำรถไปจอดในลานจอดรถ ลานจอดรถไม่ได้กลายเป็นเจ้าของรถของคุณเพียงเพราะคุณจอดไว้ที่นั่น เช่นเดียวกับการนำข้อมูลไปไว้บนแพลตฟอร์ม ซึ่งข้อมูลนั้นยังคงเป็นของคุณโดยสมบูรณ์ตามกฎหมาย”

ข้อกำหนดในการให้บริการของแพลตฟอร์มเป็นเพียงการอนุญาตให้บริษัทใช้ข้อมูลเพื่อการดำเนินงานเท่านั้น ไม่ใช่การยึดกรรมสิทธิ์ ซึ่งหลักการนี้ได้รับการบัญญัติในกฎหมายที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ เช่น GDPR ของยุโรป, CCPA ของแคลิฟอร์เนีย, และ Digital Choice Act ของรัฐยูทาห์ กฎหมายเหล่านี้ยังได้สร้างกรอบการเคลื่อนย้ายข้อมูล (Data Portability) ซึ่งบังคับให้บริษัทต้องจัดหาข้อมูลของผู้ใช้ให้ตามคำขอภายใน 30 วัน

VANA ถูกสร้างขึ้นบนรากฐานทางกฎหมายนี้ โดยทำหน้าที่เป็นเครื่องมือให้ผู้ใช้สามารถใช้สิทธิ์ของตนเองได้ ผ่านกลไกแบบกระจายศูนย์ในการดึงข้อมูลจากแพลตฟอร์มต่าง ๆ มารวบรวมเพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกัน ทำให้แต่ละบุคคลกลายเป็น “ผู้ประมวลผลข้อมูล” ของตนเอง ดังเช่นแนวคิดของ Bitcoin ที่ทำให้คุณสามารถเป็นธนาคารของตัวเองได้


ต่อยอดจากความสำเร็จของ Reddit Data DAO

แนวคิดการเป็นเจ้าของข้อมูลของ VANA ได้รับการพิสูจน์อย่างเป็นรูปธรรมจากความสำเร็จของ Reddit Data DAO (Decentralized Autonomous Organization) ซึ่งเชิญชวนให้ผู้ใช้ Reddit นำโพสต์และประวัติการแสดงความคิดเห็นมารวมกันเพื่อสร้างชุดข้อมูลที่ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน

โครงการนี้ได้รับผลตอบรับอย่างล้นหลาม โดยในสัปดาห์แรกมีผู้เข้าร่วมถึง 140,000 คน ซึ่งความสำเร็จนี้ไม่เพียงแต่ยืนยันแนวคิดของ VANA แต่ยังทำให้ Reddit ต้องทบทวนนโยบายข้อมูลของตนเองด้วย ผู้ใช้ที่มีค่า Karma สูงสุดสามารถสร้างรายได้จากข้อมูลของตนเองได้ถึง 300-400 ดอลลาร์สหรัฐ

Kazlauskas ระบุว่ากุญแจสำคัญคือการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนให้กับสิ่งที่ผู้ใช้ไม่เคยตระหนักมาก่อนว่าเป็นของตนเอง แรงจูงใจทางการเงินนี้มีพลังมากพอที่จะดึงดูดผู้ใช้ใหม่ให้เข้ามาในโลกคริปโตโดยยอมตั้งค่า Crypto Wallet เพื่อเข้าร่วม DAO โดยเฉพาะ

นอกจากนี้ ความสำเร็จของโครงการยังเผยให้เห็นว่า ข้อมูลข้ามแพลตฟอร์ม (Cross-platform Data) มีมูลค่าสูงกว่าข้อมูลจากแหล่งเดียวอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น ข้อมูลจาก Spotify เพียงอย่างเดียวอาจมีมูลค่าเพียง 0.30 ดอลลาร์สหรัฐต่อผู้ใช้ แต่เมื่อนำมารวมกับข้อมูลด้านแฟชั่นและข้อมูลประชากร มูลค่าจะพุ่งสูงถึง 25 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่ง VANA อยู่ในจุดที่เหมาะสมที่สุดในการอำนวยความสะดวกให้เกิดการรวบรวมข้อมูลนี้ เพราะมีเพียงผู้ใช้เท่านั้นที่สามารถรวบรวมข้อมูลจากบริการทั้งหมดที่ตนเองใช้งานได้


วางรากฐานใหม่: สถาปัตยกรรมทางเทคนิคของ VANA

เพื่อรองรับเศรษฐกิจข้อมูลยุคใหม่ VANA ไม่สามารถพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชนที่มีอยู่เดิมได้ เนื่องจากข้อกำหนดด้านกฎระเบียบและความเป็นส่วนตัวที่ซับซ้อนของการจัดการข้อมูลส่วนบุคคล ทำให้จำเป็นต้องมีโซลูชันที่สร้างขึ้นมาโดยเฉพาะ VANA จึงทำงานบนบล็อกเชน Layer-1 (หรือ L1) ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ขับเคลื่อนด้วยความต้องการการกระจายศูนย์อย่างแท้จริง

โซลูชันแบบรวมศูนย์ เช่น เครือข่าย Layer-2 (หรือ L2) ที่ใช้ Centralized Sequencer มีความเสี่ยงที่จะถูกจัดประเภทเป็น “ผู้ประมวลผลข้อมูล” ภายใต้กฎ GDPR ซึ่งจะนำไปสู่ภาระในการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เป็นไปไม่ได้ เช่น การเคารพ “สิทธิ์ที่จะถูกลืม” ของผู้ใช้โดยการลบบันทึกข้อมูลออกจากบล็อกเชนที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ “เราไม่สามารถยอมแลกสิ่งเหล่านี้ได้” Kazlauskas ยืนยัน “ต้องให้ผู้ใช้แต่ละคนมีสิทธิ์ที่จะทำสิ่งนี้ได้ด้วยตนเองผ่านแพลตฟอร์มแบบกระจายศูนย์”

สถาปัตยกรรมของ VANA ประกอบด้วย ระบบผู้ตรวจสอบแบบคู่ (Dual Validator System) ซึ่งผสมผสานระหว่างผู้ตรวจสอบ L1 แบบดั้งเดิมเพื่อความปลอดภัยของเครือข่าย กับ Data Validator ที่ทำงานภายใน Trusted Execution Environments (TEEs) คือสภาพแวดล้อมฮาร์ดแวร์ที่ปลอดภัยและแยกส่วนออกมา ซึ่งช่วยให้การประมวลผลข้อมูลส่วนตัวเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลดิบ สิ่งนี้ทำให้เกิดสิ่งที่ VANA เรียกว่า “Programmable Privacy” ซึ่งอนุญาตให้ Data DAO สามารถอนุมัติโค้ดที่ต้องการให้ทำงานกับข้อมูลของตนได้ ในขณะที่ยังคงรับประกันว่าข้อมูลดิบจะปลอดภัยด้วยการเข้ารหัสและอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ใช้ ซึ่งเป็นแนวคิดที่เรียกว่า “Non-custodial Data”

คุณภาพของข้อมูลจะถูกรักษาไว้ผ่านระบบ “Proof of Contribution” ซึ่งจะให้คะแนนข้อมูลที่เข้ามาโดยใช้ตัวชี้วัดต่างๆ เช่น อายุของบัญชี ปริมาณข้อมูล หรือแม้กระทั่งใช้ LLM เพื่อตรวจสอบคุณภาพเพิ่มเติม ข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบแล้วจะถูกจัดโครงสร้างในรูปแบบ SQL เพื่อให้สามารถควบคุมการเข้าถึงข้อมูลสำหรับการฝึก AI ได้อย่างละเอียด

ระบบนิเวศนี้ขับเคลื่อนด้วย Dual Token System โดยโทเคน VANA ซึ่งเป็นโทเคนหลักจะทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรม ขณะที่โทเคน VRC-20 ที่สร้างขึ้นเฉพาะสำหรับแต่ละชุดข้อมูล จะเป็นตัวแทนความเป็นเจ้าของใน Data DAO นั้นๆ สิ่งนี้เป็นการแปลงข้อมูลให้เป็นสินทรัพย์ที่ Tokenize ได้ สร้างตลาดที่มีสภาพคล่อง และเปิดประตูสู่แอปพลิเคชัน DeFi รูปแบบใหม่ที่สามารถใช้ข้อมูลเป็นหลักประกันได้


AI ที่ผู้ใช้เป็นเจ้าของ

เป้าหมายสูงสุดของ VANA ไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างรายได้จากข้อมูล แต่คือการพลิกโฉมความเป็นเจ้าของ AI ไปตลอดกาล ในความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์กับ Flower Labs VANA ได้ช่วยสร้าง COLLECTIVE-1 ซึ่งเป็น Foundation Model ตัวแรกของโลกที่ผู้ใช้เป็นเจ้าของ โมเดลขนาด 7 พันล้านพารามิเตอร์นี้ถูกฝึกฝนขึ้นมาใหม่ทั้งหมดจากข้อมูลข้อความที่ผู้ใช้จาก Data DAO ต่างๆ ของ VANA ร่วมกันส่งเข้ามา

ความสำเร็จนี้ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับวงการ AI แบบกระจายศูนย์ “ถ้าคุณถามใครสักคนเมื่อ 18 เดือนก่อนว่า ‘คุณสามารถฝึกโมเดลแบบ Pre-training บนระบบกระจายศูนย์ได้หรือไม่?’ คนส่วนใหญ่คงตอบว่าไม่ได้” Kazlauskas เน้นย้ำ ความก้าวหน้าครั้งนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าการพัฒนา AI ที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนไม่เพียงแต่เป็นไปได้ แต่ยังสามารถแข่งขันในระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรมได้อีกด้วย

ผลกระทบที่ตามมานั้นลึกซึ้งยิ่งนัก ในโลกที่บริษัทเพียงไม่กี่แห่งกำลังควบคุมโมเดล AI ที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ความจริงของเรามากขึ้นทุกขณะ โมเดลที่ผู้ใช้เป็นเจ้าของจึงเป็นพลังถ่วงดุลที่สำคัญ มันเปลี่ยนสถานะของ AI จากภัยคุกคามที่อาจมาแย่งงานของเรา ให้กลายเป็นเครื่องมือที่ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน ซึ่งผู้มีส่วนร่วมก็คือผู้ได้รับผลประโยชน์ หากคุณเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของ AI ที่คุณช่วยสอน ความสำเร็จของมันก็คือความสำเร็จของคุณ


ความท้าทายและโอกาสในอนาคต

ความทะเยอทะยานของ VANA คือการดึงดูดผู้ใช้ให้ได้ 100 ล้านคน เพื่อสร้างชุดข้อมูลขนาดมหึมาถึง 450 ล้านล้านโทเคน ซึ่งใหญ่กว่าชุดข้อมูลของบริษัท AI ใดๆ ถึง 30 เท่า การจะไปถึงจุดนั้นได้จำเป็นต้องสร้างผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานง่ายและเกิดการบอกต่อ เพื่อลดความซับซ้อนของโลกคริปโตสำหรับผู้ใช้ทั่วไป

แน่นอนว่าเส้นทางนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ VANA ต้องเผชิญกับกฎระเบียบทั้งในโลกคริปโตและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ทั้งยังเป็นการท้าทายโมเดลธุรกิจมูลค่ามหาศาลของบริษัทยักษ์ใหญ่ ซึ่งอาจสร้างแรงต้านที่สำคัญได้

อย่างไรก็ตาม ยิ่งท้าทายมาก ก็ยิ่งมีโอกาสให้เก็บเกี่ยวเช่นกัน ระบบนิเวศของ VANA กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยจำนวนผู้สร้าง Data DAO แบบเต็มเวลานั้นมีมากกว่าขนาดของทีมงานหลักของ VANA แล้ว ด้วยโครงการอย่าง VANA Academy พวกเขากำลังบ่มเพาะ “ผู้ประกอบการด้านข้อมูล” รุ่นใหม่เพื่อสร้างธุรกิจในเศรษฐกิจยุคใหม่นี้ ศักยภาพในการนำไปใช้นั้นไร้ขีดจำกัด โดย Kazlauskas รู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษกับอนาคตของ Data DAO ในด้านต่างๆ ดังนี้:

  • ด้านอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ (Robotics): อุตสาหกรรมที่ถูกจำกัดอย่างหนักจากการขาดข้อมูลสำหรับฝึกฝนในโลกแห่งความเป็นจริง
  • ด้านระบบสาธารณสุข (Healthcare): ที่ซึ่งข้อมูลที่ผู้ใช้เป็นเจ้าของสามารถทลายกำแพงด้านกฎระเบียบเพื่อสร้างโมเดลสำหรับการแพทย์เฉพาะบุคคลและศาสตร์ชะลอวัย
  • ด้านการวิจัยทางชีวภาพ (Bio-Research): ที่ซึ่ง AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลจริงที่นักวิจัยร่วมกันส่งเข้ามาเพื่อเร่งการค้นพบทางวิทยาศาสตร์

สำหรับนักสร้าง นักพัฒนา และนักลงทุนที่กำลังจับตามองวงการ AI VANA ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญในการเริ่มต้น มันคือการเดิมพันที่มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงกับอนาคตที่ทรัพยากรที่มีมูลค่าที่สุดของอินเทอร์เน็ตถูกควบคุมโดยผู้ที่สร้างมันขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มต้น Data DAO ใหม่ การฝึกฝนโมเดล AI ที่ไม่เหมือนใครบนชุดข้อมูลที่มีเอกลักษณ์ หรือการสร้างแอปพลิเคชัน DeFi โดยใช้ข้อมูลเป็นหลักประกัน VANA กำลังมอบเครื่องมือในการสร้างโลกดิจิทัลที่เท่าเทียมและกระจายศูนย์มากยิ่งขึ้น


📹 รับชมเนื้อหาทั้งหมดได้ที่นี่: https://www.youtube.com/watch?v=kr9LVfIGRGc

Use and Management of Cookies

We use cookies and other similar technologies on our website to enhance your browsing experience. For more information, please visit our Cookies Notice.

Reject
Accept