Technology
July 19, 2021
รู้จัก NFT หรือ Non-Fungible Token ยกระดับ Digital Asset สู่ทรัพย์สินที่ไม่มีอะไรแทนได้

เราทราบกันดีว่า Blockchain เป็นเทคโนโลยีที่มี Use case หลากหลาย หลายคนอาจเริ่มคุ้นเคยกับคำว่า Decentralized Finance ในฐานะนวัตกรรมทางการเงินที่สำคัญในอนาคต แต่ยังมีอีกการใช้งานหนึ่งที่กำลังเติบโตและได้รับความสนใจคนในแวดวงสร้างสรรค์ ซึ่งก็คือ Non-Fungible Token หรือ NFT ซึ่ง Use case นี้ได้รับการพูดถึงอย่างมากถึงขั้นที่ว่า NFT คืออนาคตของวงการศิลปะ บันเทิง และของสะสมเลยทีเดียว

เพื่อให้เข้าใจ NFT ในมุมมองที่กว้างขึ้น SCB 10X จึงได้พูดคุยกับตัวจริงในด้านนี้อย่าง Alex Salnikov, Co-Founder กับ CPO ของ Rarible ซึ่งเป็น NFT enabler platform ช่วยให้ทุกคนสามารถระบุความเป็นเจ้าของชิ้นงานดิจิทัลเพื่อทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนได้ มาแบ่งปันมุมมองทั้งนิยามไปจนถึงกรณีการใช้ที่หลายคนอาจคาดไม่ถึงมาก่อน

1200x800 NFT & Crypto collectibles market 02.png


Non-Fungible Token นวัตกรรม Blockchain ที่ทำให้ Digital ส่งต่อได้เหมือนของจริง

Non-Fungible Token หรือ NFT คือการใช้งาน Blockchain รูปแบบหนึ่ง ที่เป็นตัวกำหนดให้สินทรัพย์ดิจิทัลนั้นเป็นสินทรัพย์ที่มีคุณสมบัติเฉพาะ (Unique) ในรูป Token ซึ่งไม่อาจแทนที่และผลิตซ้ำได้ คุณสมบัติจากการใช้ NFT ในสินทรัพย์ทำให้สามารถระบุความสิทธิ์ความเป็นเจ้าของสินทรัพย์นั้นๆ เป็นที่นิยมใช้งานในสื่อ เช่น รูปภาพ เสียง วิดีโอรวมถึง Digital Asset อื่นๆ ทั้งนี้ NFT สามารถระบุความเป็นเจ้าของในฐานะผู้ถือชิ้นงานเพียงอย่างเดียวได้ ทำให้สามารถจัดการเรื่องลิขสิทธิ์ผลงานได้สะดวกยิ่งขึ้น

Alex ชี้ว่า NFT มีโอกาสเติบโตมาก เนื่องจากเป็นเทคโนโลยี Blockchain ที่เข้าใจง่ายที่สุด เหมือนกับการระบุว่าคุณเป็นเจ้าของสิ่งสิ่งนั้น มันสามารถครอบครอง ส่งต่อ ซื้อขาย แลกเปลี่ยนได้เหมือนสินค้าอื่นๆ ที่มีตัวตนบนโลกจริง และด้วยความที่มันอยู่บน Digital ทำให้เราสามารถใช้ NFT กับการระบุสิทธิ์ความเป็นเจ้าของในบางสิ่งที่ระบุได้ยาก เช่น ชิ้นงาน Digital Art ที่พัฒนาจนกลายเป็น CryptoArt ซึ่งปัจจุบัน NFT กลายเป็นตลาดซื้อขายสินทรัพย์ที่ช่วยเหลือศิลปินได้ โดยมีมูลค่าอยู่ที่ราว 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อปี 2020

Alex กล่าวว่า การครอบครอง NFT นั้นง่ายและตรงไปตรงมา หากเราได้รับรูปภาพที่เป็นของเราในรูป NFT มันก็จะอยู่ใน Cryptowallet ของเรา ด้วยเหตุนี้ NFT จึงมีโอกาสเติบโตมากขึ้นตามกระแสของบริการด้าน Cryptocurrency และยิ่งเข้าถึงคนมากขึ้นเท่าไร สินทรัพย์ที่ติด NFT ก็จะยิ่งมีคุณค่าชัดเจนขึ้นเท่านั้น



Value Proposition ของ NFT ที่มากกว่า CryptoArt

หลายคนที่เคยได้ยินเรื่องของ NFT ส่วนใหญ่มักเริ่มจากการได้ยินเรื่องการซื้อขายงานศิลปะดิจิทัลในรูปแบบ NFT ซึ่งมีศิลปินร่วมสมัยระดับโลกไม่น้อยกระโดดเข้ามาเตรียมพัฒนางานนำเสนอในส่วนนี้ อย่างไรก็ตาม Alex มองว่า คุณค่าที่แท้จริงของ NFT ไม่ได้อยู่ที่ความ Unique หรือการมีอยู่ของสินทรัพย์ แต่อยู่ที่ “สภาพคล่อง” หรือ Liquidity ซึ่งเป็นคุณสมบัติดั้งเดิมของ Blockchain

Alex ยกตัวอย่างว่าทรัพย์สินหลายอย่างบนโลกไม่สามารถแบ่งส่วนและส่งต่อกันได้ แต่ NFT สามารถประยุกต์ใช้งานกับทรัพย์สินบางอย่างและสร้างสภาพคล่องให้กับทรัพย์สินเหล่านั้นได้ Alex ยกตัวอย่างถึงธุรกิจขายหรือเช่าพื้นที่สำนักงาน โดยตัวมันเองแล้วพื้นที่สำนักงานเป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่ำ แต่หากเป็นการซื้อขายจำนอง (Mortgage) ก็จะมีสภาพคล่องสูงขึ้น ผู้บริหารพื้นที่จึงให้ความสนใจ NFT ในฐานะเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยบริหารสินทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม Liquidity ยังเป็นความท้าทายของ NFT เพราะหาพิจารณากันจริงๆ แล้ว ของที่มีสภาพคล่องบนโลกจริง ย่อมเป็นสิ่งที่คนสะดวกใจจะซื้อใช้ ส่วนสิ่งที่เป็นมีเอกลักษณ์มักจะมีสภาพคล่องต่ำกว่าแต่ก็มีมูลค่าสูงกว่า ดังนั้น งานศิลปะซึ่งอิงเอกลักษณ์จะต้องเผชิญกับความท้าทายดังกล่าวไม่น้อย



เผยเส้นทางการพัฒนาตลาด NFT ผ่านการเติบโตของ Rarible

แม้ว่า NFT Platform ในปัจจุบันจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามความต้องการของตลาด แต่ Alex ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Rarible ถือเป็นผู้ที่อยู่ในระดับเริ่มต้นของวงการ จึงเห็นพัฒนาการของตลาดนี้อย่างต่อเนื่อง จึงบอกเล่าเส้นทางพัฒนาการของตลาดได้อย่างน่าสนใจ

Alex กล่าวว่าในระยะแรก NFT เป็น feature ที่พัฒนาขึ้นโดยนักพัฒนาในอุตสาหกรรมเกม โดยมองถึงการสร้าง Token เพื่อให้ผู้เล่นใช้ซื้อขายและสะสมในรูปแบบต่างๆ โดย NFT ทำให้นักพัฒนาสามารถกำหนดอุปสงค์ อุปทาน และการใช้งานทรัพยากรภายในเกมได้

ต่อมา Alex เห็นว่า NFT มีคุณสมบัติช่วยในการระบุเอกลักษณ์จึงเปิดกว้างให้มีการพัฒนาไปสู่งานด้านต่างๆ เช่น บัตรเข้าชมงานต่างๆ หรือการให้รางวัลเพื่อสนับสนุนการระดมทุนการกุศล แต่ในที่สุด ผู้ใช้ก็ใช้ในการซื้อขาย CryptoArt แทน ซึ่ง Alex ให้ข้อมูลว่าการซื้อขาย CryptoArt คิดเป็น 60 เปอร์เซ็นต์ของการใช้ Rarible

สำหรับ Rarible เป็น Open Platform ที่ให้บริการ Generate NFT กับสินทรัพย์ และสามารถทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนบน Platform ได้ โดยมีการออกเหรียญ RARI เป็น Governance Token ใน Platform แก่ User ซึ่งเป้าหมายของ Rarible คือการ Decentralize Autonomous Organization หรือองค์กรที่กำกับดูแลแบบกระจายศูนย์อัตโนมัติโดยผู้ใช้ 


Non - Fungible Token(NFT) & crypto.jpg

Use Case ในอนาคตของ NFT ที่ต่อยอดไปกับ DeFi

จะเห็นว่าเส้นทางที่ผ่านมาของ NFT ทำให้มันกลายเป็นรูปแบบการใช้งานที่ถูกใจนักสะสมผลงานศิลปะได้ไม่ยาก ซึ่งจริงๆ แล้ว NFT ยังมีกรณีการใช้งานที่กว้างขวางกว่าและเข้าไปเพิ่มประสิทธิภาพในบางเรื่องได้ด้วย ดังเช่น

  • การเพิ่มสภาพคล่องให้กับลิขสิทธิ์ เมื่อพูดถึงการผลิตผลงานศิลปะในเชิงธุรกิจ ลิขสิทธิ์เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทุกฝ่ายต้องจัดการ ซึ่งนอกจากความยากในการตกลงสัญญาแล้วยังมีความยากในการแบ่งสิทธิ์ซื้อขาย ใช้งาน หรือผลประโยชน์อื่นๆ ซึ่ง NFT จะช่วยในส่วนนี้ด้วยการทำให้สิทธิ์ดังกล่าวเป็นเงื่อนไขที่ไม่อาจแทนที่ได้ ง่ายต่อการซื้อขายและจัดการผลประโยชน์ทั้งกับศิลปิน ต้นสังกัด รวมถึงผู้ลงทุนและผู้ชม
  • การใช้งานหลากรูปแบบบนการเชื่อมต่อ On-chain Utility อีกคุณสมบัติหนึ่งของ NFT คือการพิสูจน์ความจริงแท้ของสิ่งต่างๆ โดยไม่ต้องมีตัวกลาง ทำให้บริการที่จำเป็นต้องมีเงื่อนไขการยืนยันได้รับประโยชน์อย่างมากจากการใช้งานในรูปแบบ NFT เช่น ธุรกิจประกันภัยที่ผู้เอาประกันสามารถพก NFT เป็นตัวยืนยันสิทธิ์การเอาประกัน หรือแม้แต่ใน Decentralized Finance ผู้ใช้ก็สามารถทำการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ในรูปของ NFT ได้เช่นกัน

Alex สรุปว่า NFT เหมือนกับ 5G ที่ยกระดับเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตขึ้นไปอีกขั้น โดยจะช่วยยกระดับการทำธุรกรรมและการจัดการทรัพย์สินต่างๆ ของเราให้ก้าวขึ้นไปอีกขั้นได้นั่นเอง

ในวันนี้หลายคนคงได้เห็นว่า Non-Fungible Token นั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่ในการซื้อขายของสะสม แต่เป็นหนึ่งในการใช้งาน Blockchain ที่ช่วยอำนวยความสะดวกกับ Asset อีกหลากหลายในอนาคต ซึ่งหากมี Use Case ที่น่าสนใจของ NFT หรือ DeFi ทาง SCB 10X จะรีบสรุปมาเสนอทุกท่านอย่างแน่นอน