Institutional Trading 2.0: จุดเปลี่ยนสำคัญของการเงินดิจิทัล

วิวัฒนาการจากตลาดของรายย่อยสู่โครงสร้างพื้นฐานระดับสถาบัน
Anton Katz เล่าถึงจุดกำเนิด Talos ในปี 2018 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โครงสร้างพื้นฐานและเครื่องมือส่วนใหญ่ในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลถูกสร้างขึ้นเพื่อลูกค้ารายย่อย (Retail) แต่ด้วยความเชื่อมั่นว่าสถาบันการเงินจะเข้ามาในตลาดนี้อย่างแน่นอน Talos จึงสร้าง "เครื่องมือสำหรับสถาบัน (Institutional Tooling)" เพื่อเชื่อมต่อกับตลาดที่มีสภาพคล่องสูงแต่ยังขาดมาตรฐาน
ตลาดได้มีวิวัฒนาการที่สำคัญหลายประการ ตัวอย่างเช่น:
- กฎระเบียบที่ชัดเจนขึ้น: หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกเริ่มมีแนวทางที่ชัดเจนเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล
- CME Bitcoin Futures: การเปิดตัวฟิวเจอร์สของ Bitcoin บนตลาด CME (Chicago Mercantile Exchange) ถือเป็นก้าวสำคัญที่เปิดประตูให้สถาบันการเงินในสหรัฐฯ เข้ามาในตลาด
- ผู้ให้บริการ Custody น่าเชื่อถือ: มีการเกิดขึ้นของผู้ให้บริการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัลหรือ Custody ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล
- Prime Brokerage เริ่มชัดเจนขึ้น: บริการ Prime Broker สำหรับสถาบันการเงินเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น
- Bitcoin ETF: เป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งในการผลักดันให้เกิดการยอมรับในวงกว้าง
- Stablecoins: เข้ามามีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศการเงินดิจิทัล
อีกความเปลี่ยนแปลงจากในยุคแรกที่ลูกค้าสถาบันต้องการเพียง API เดียวเพื่อเชื่อมต่อกับทุก Exchange แต่ปัจจุบัน ความต้องการได้พัฒนาไปสู่เครื่องมือที่ซับซ้อนอย่าง การเทรดแบบ Spread, การบริหารพอร์ตโฟลิโอ, การวิเคราะห์ต้นทุนการทำธุรกรรม (TCA), และระบบ Reconciliation (การกระทบยอด) สะท้อนให้เห็นถึงวุฒิภาวะของตลาดที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ความแตกต่างระหว่างตลาด Crypto และตลาดการเงินดั้งเดิม (TradFi)
Anton ได้เปรียบเทียบความเหมือนและความต่างระหว่างสองโลกนี้ไว้อย่างน่าสนใจ
- ความคล้ายคลึงกัน: ระบบการเทรดแบบเป็นคู่ (Trading Pairs) ในตลาด Crypto มีความคล้ายคลึงกับตลาด FX จึงช่วยให้นักเทรดจากโลกการเงินดั้งเดิมสามารถปรับตัวได้ไม่ยาก ขณะเดียวกัน โครงสร้างตลาดที่ยังคงกระจายตัว (Fragmented) ก็คล้ายกับยุคแรกของตลาดการเงินอื่นๆ
- ความแตกต่างที่สำคัญ:
- ตลาดแบบ 24/7 ไม่มีวันหยุดพัก: ตลาด Crypto ไม่มีวันหยุด ซึ่งส่งผลมหาศาลต่อการดำเนินงาน, การบริหารความเสี่ยง และประสิทธิภาพของเงินทุน โดยลักษณะการทำงานของตลาด Crypto ที่เปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมงไม่มีวันหยุด ได้สร้างความท้าทายใหม่ให้กับการดำเนินงานของสถาบันการเงิน ซึ่งบังคับให้ต้องมีการวางระบบบริหารจัดการความเสี่ยงและจัดสรรเงินทุนที่พร้อมตอบสนองต่อความเคลื่อนไหวของตลาดได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นช่วงสุดสัปดาห์หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ จึงต้องการการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่องสำหรับการซื้อขายขนาดใหญ่ (หลายร้อยล้านหรือพันล้านดอลลาร์) และต้องมีเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่แข็งแกร่งและกระบวนการชำระบัญชีตลอดเวลา
- เทคโนโลยีฝังในตัวสินทรัพย์ (Embedded Technology): จุดเด่นที่สร้างความแตกต่างได้มากที่สุดในโลกสินทรัพย์ดิจิทัลคือ ประสิทธิภาพการใช้เงินทุนที่เหนือกว่า ซึ่งเกิดขึ้นได้เพราะเทคโนโลยี Blockchain ที่ฝังอยู่ในตัวสินทรัพย์ (Embedded Technology) ทำให้สามารถชำระราคาได้ทันที (Real-time Settlement) หรือแม้แต่ภายในวัน (Mid-day Settlement) ดังนั้น ความสามารถในการลดความเสี่ยงและปลดล็อกเงินทุนได้อย่างรวดเร็วนี้ คืออีกเหตุผลสำคัญที่ Anton Katz เชื่อว่า "ในท้ายที่สุด สินทรัพย์ทุกอย่างจะกลายเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล"
ความท้าทายในการสร้างธุรกิจในโลกที่ผันผวน
การสร้าง Talos เต็มไปด้วยความท้าทายโดยมี 2 ด้านหลัก ได้แก่:
- ความท้าทายภายนอก: คือการรับมือกับ "ความผันผวนซ้อนความผันผวน" ทั้งความผันผวนของการเป็นสตาร์ทอัพ และความผันผวนของตลาด Crypto โดยการบริหารจัดการท่ามกลางความไม่แน่นอน เช่น เหตุการณ์ FTX ล่มสลาย ถือเป็นบททดสอบที่สำคัญซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะตลาดตกต่ำที่ยาวนาน จึงสร้างความท้าทายอย่างมากสำหรับบริษัทเกิดใหม่
- ความท้าทายภายใน (ปัจจุบัน): คือ การโฟกัสและจัดลำดับความสำคัญ (Focus and Prioritization) เมื่อบริษัทเติบโตและมีลูกค้าจำนวนมาก คำขอจากลูกค้าจะมีเข้ามาจากทุกทิศทาง ความท้าทายที่สุดคือการสื่อสารอย่างชัดเจนว่าบริษัท "กำลังทำอะไร" และ "ยังไม่ได้ทำอะไร" เพื่อให้สามารถส่งมอบบริการที่ดีที่สุดในสิ่งที่โฟกัสได้
ภาพรวมการยอมรับของสถาบันการเงินทั่วโลก
Talos ซึ่งมีลูกค้ากระจายตัวอยู่ทั่วโลก มองเห็นความแตกต่างของแต่ละภูมิภาคอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น
- APAC: มีความหลากหลายสูง กฎระเบียบแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ แต่เป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ Derivatives และผู้คนมีความคุ้นเคยกับ Fintech เป็นอย่างดี (Fintech-Native)
- ยุโรป: กฎหมาย MiCA ได้สร้างกรอบกำกับดูแลที่สอดคล้องกันทั่วทั้งยุโรป แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความเข้มงวดในการคุ้มครองนักลงทุนรายย่อย ส่งผลให้ผู้ให้บริการทางการเงินจำนวนมากเลือกที่จะไม่สร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ซับซ้อนด้วยตนเอง แต่หันมาใช้โมเดลธุรกิจแบบ B2B2C (Business-to-Business-to-Consumer) โดยอาศัยแพลตฟอร์มที่เชี่ยวชาญอย่าง Talos เป็นสะพานเพื่อให้บริการแก่ลูกค้ารายย่อยได้อย่างรวดเร็วและเป็นไปตามกฎระเบียบ
- สหรัฐอเมริกา: สำหรับตลาดสหรัฐอเมริกา Anton ชี้ว่าการยอมรับของสถาบันการเงินเกิดขึ้นแบบ "ก้าวกระโดด" (Step Function) โดยมีปัจจัยสำคัญคือ ความชัดเจนด้านกฎระเบียบ ซึ่งในปี 2025 บรรยากาศได้เปลี่ยนไปในทิศทางที่สนับสนุนนวัตกรรมมากขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นให้สถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลกตัดสินใจเข้าสู่ตลาดอย่างเต็มตัว
กลยุทธ์ของ Talos: สู่การเป็น "One-Stop Shop"
Talos พัฒนาตัวเองจากแพลตฟอร์มเพื่อการเทรด สู่การเป็นผู้ให้บริการแบบครบวงจร (One-Stop Shop) ตลอดทั้งวงจรชีวิตของการลงทุน (Investment Lifecycle) โดยใช้กลยุทธ์ "Build, Partner, or Buy"
- Build: สร้างโซลูชันหลักที่เชี่ยวชาญที่สุดด้วยตัวเอง เช่น ระบบเทรด
- Partner: ร่วมมือกับพันธมิตรในส่วนที่ไม่ใช่ความเชี่ยวชาญหลัก เช่น การร่วมมือกับผู้ให้บริการ Custody
- Buy: เข้าซื้อกิจการเพื่อเร่งการเติบโตในแนวทางที่ต้องการ เช่น การเข้าซื้อ D3X และ Cloudwall เพื่อเสริมความสามารถด้าน Portfolio Management
นอกจากนี้เป้าหมายของ Talos คือการมอบประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อให้แก่ลูกค้า ลดความซับซ้อนในการต้องเชื่อมต่อหลายระบบเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็น Pain Point สำคัญของสถาบันการเงิน
อนาคต DeFi, Tokenization และก้าวต่อไปของ Talos
เมื่อมองไปข้างหน้า Anton Katz ย้ำถึงวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนว่า "สินทรัพย์ทุกอย่างจะกลายเป็นดิจิทัล" ซึ่งการเดินทางไปสู่ภาพอนาคตนี้มีสองแนวรบสำคัญที่ต้องเผชิญ นั่นคือ DeFi และ Tokenization
- สำหรับ DeFi ความท้าทายได้เปลี่ยนจากเรื่องเทคโนโลยีมาสู่ Compliance ซึ่งปัจจุบันมีเครื่องมือคัดกรองและตรวจสอบที่พัฒนาขึ้นมาก ทำให้สถาบันการเงินสามารถเข้าถึงได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น
- ในขณะเดียวกัน สำหรับ Tokenization (RWA) ทางด้าน Talos กำลังวางตำแหน่งตัวเองเป็น "สะพาน" ที่แข็งแกร่ง เพื่อเชื่อมระหว่างโลกการเงินดั้งเดิมเข้ากับสินทรัพย์ดิจิทัลยุคใหม่
- เพื่อรองรับทั้งสองทิศทางนี้ ก้าวต่อไปของ Talos คือการเดินหน้าสู่การเป็น "One-Stop Shop" อย่างเต็มรูปแบบ โดยมุ่งพัฒนาเครื่องมือด้าน Portfolio Management, สร้างโซลูชันสำหรับ Stablecoins และขยายการรองรับไปสู่สินทรัพย์ประเภทอื่น เช่น FX เพื่อให้บริการแก่สถาบันการเงินทั่วโลกอย่างครบวงจร โดยบริษัทกำลังมุ่งเป้าไปที่ "สถาบันมูลค่าล้านล้านดอลลาร์กลุ่มถัดไป" ที่เข้าสู่โลกสินทรัพย์ดิจิทัล และได้รองรับผู้จัดการสินทรัพย์ที่มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารรวมประมาณ 18 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา บ่งชี้ถึง "การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่" เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
รับชมเนื้อหาทั้งหมดได้ที่ https://youtu.be/wH8MpH6z80U?si=WEe-OOdnxNwXvvRY





