“Blockchain” นำไปใช้รับมือกับ “Climate Change” ได้อย่างไร?
นอกจากความโดดเด่นในการขับเคลื่อนให้เกิดนวัตกรรม จุดแข็ง ได้แก่ การกระจายศูนย์ ความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบที่มาที่ไปได้ของ ‘Blockchain’ ยังสามารถนำไปปรับใช้ช่วยด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อีกด้วย

เทคโนโลยี Blockchain มีส่วนช่วยรับมือกับโลกร้อนได้อย่างไร?
อุณหภูมิที่สูงขึ้นหรือน้ำแข็งขั้วโลกที่ละลายเร็ว เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ปรากฏชัดเจนและรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการป้องกันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีเทคโนโลยีและวิธีการจำนวนมากที่วิจัยและนำไปใช้ เทคโนโลยี “Blockchain” เป็นหนึ่งในความเป็นไปได้และมีศักยภาพช่วยต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ด้วยหัวใจหลักของ Blockchain เป็นบัญชีแยกประเภทแบบกระจายศูนย์ที่สามารถบันทึกธุรกรรมและจัดเก็บข้อมูลได้อย่างปลอดภัยและโปร่งใส อย่างไรก็ตาม ความเป็นไปได้ในการนำ Blockchain ไปใช้ต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังอยู่ในระหว่างการคิดค้นและสำรวจ
บทความนี้นำตัวอย่างบางส่วนของการนำเทคโนโลยี Blockchain ไปใช้สนับสนุนเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
“Oracle” ระบบสำคัญช่วยนำข้อมูลจากโลกจริงสู่ “Blockchain” เชื่อมโยงการทำงานเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม
ก่อนการมาของ Oracle การพัฒนา Green Smart Contracts หรือสัญญาอัจฉริยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมีอุปสรรคจากการที่ Blockchain ไม่สามารถโต้ตอบหรือแปลข้อมูลจากโลกจริงซึ่งรวมถึงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม แต่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา องค์กรหรือแพลตฟอร์ม “Oracle” ที่สามารถแปลงข้อมูลที่เกี่ยวกับโลกจริงไปยัง Blockchain ได้มีความพร้อมสำหรับใช้งานจริงมากยิ่งขึ้น
อย่างเช่นในปัจจุบันมี Oracle ที่กำลังเผยแพร่ข้อมูลการเกษตรไปยัง Blockchain โดยตรง หมายความว่าเปิดโอกาสให้นักพัฒนาสามารถสร้างแอปพลิเคชันเกี่ยวกับผลผลิตทางการเกษตร คุณภาพดิน การชดเชยคาร์บอน และรายงานสภาพอากาศ และอื่นๆ อีกมากมาย
ชุดข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมจำนวนมากถูกป้อนเข้าสู่ Blockchain เช่น รูปแบบของสภาพอากาศ หรือเซนเซอร์ตรวจจับ IoT (Internet of Things) ส่งผลให้นักพัฒนาเริ่มผลิตแอปพลิเคชันด้านสิ่งแวดล้อมที่หลากหลายยิ่งขึ้น ซึ่งมีตัวอย่างการใช้งานดังต่อไปนี้
Blockchain นำมาใช้กับ Regenerative Agriculture การทำเกษตรแนวใหม่ที่มุ่งเน้นฟื้นฟูดิน
Regenerative Agriculture เป็นอีกหนทางที่สามารถนำ Smart Contract เชื่อมโยงให้ผู้คนสามารถต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในชีวิตประจำวันได้ รวมถึงเป็นความพยายามในการสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนทั่วโลกช่วยกันลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก ผ่านแนวทางการใช้ดินอย่างยั่งยืนที่มักเป็นการผสมผสานของการปลูกต้นไม้และการอนุรักษ์
และเนื่องจาก Smart Contract สามารถเชื่อมโยงและโต้ตอบกับข้อมูลของโลกจริง จึงสามารถมอบรางวัลให้กับผู้ที่ดูแลผืนดินที่มีความสำคัญเหล่านี้ได้แบบอัตโนมัติ ตัวอย่างเช่น โครงการ Green World Campaign ที่ร่วมกับ Cornell University เพื่อสร้าง Smart Contract ที่ใช้ข้อมูลจากดาวเทียมเพื่อให้รางวัลกับผู้ที่สร้างพื้นที่สีเขียวใหม่ได้สำเร็จโดยการปรับปรุงดิน ปลูกต้นไม้เพิ่มและองค์ประกอบอื่นๆ ซึ่งการจ่ายผลตอบแทนจะใช้ Oracle ดึงข้อมูลจากภาพถ่ายผ่านดาวเทียมไปยัง Smart Contract ที่ทำงานอยู่บน Blockchain ซึ่งเป็นการรับประกันว่าผู้ที่ทำได้สำเร็จจะได้รับรางวัลอย่างโปร่งใสและยุติธรรม
Credit: ภาพจาก Chainlink Labs
Blockchain ช่วยสร้างและจัดการคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit)
เทคโนโลยี Blokchain ช่วยต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการสร้างและการจัดการคาร์บอนเครดิตได้อย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเมื่อทำงานบน Blockchain ทุกธุรกรรมของ Carbon Credit สามารถตรวจสอบได้แบบ Real-Time และไฟล์ข้อมูลถูกจัดเก็บไว้ในบัญชีแยกประเภทแบบกระจายศูนย์ ซึ่งช่วยป้องกันการฉ้อโกงและสร้างความมั่นใจกับการใช้ Carbon Credit ให้เป็นไปตามเป้าหมาย
“Carbon Credit” เสมือนเป็นใบอนุญาตที่ซื้อและขายได้ หรือเป็นสิทธิที่เกิดจากการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือคาร์บอนไดออกไซด์ตามที่เกณฑ์ที่กำหนดซึ่ง ยิ่งปล่อยก๊าซน้อยต่ำกว่าเกณฑ์ก็ยิ่งสามารถประเมินมูลค่าเป็นเงินหรือเป็นเครดิตได้มากขึ้นตามปริมาณที่ทำได้ และสามารถนำไปซื้อและขายในตลาด Carbon Credit ต่อไป ตัวอย่างเช่น การซื้อและขายระหว่างองค์กรที่ดำเนินการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมขาย Carbon Credit ไปยังองค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินเกณฑ์ที่กำหนดเพื่อชดเชย ส่วนผู้ขายก็จะได้รับเงินเพื่อนำไปพัฒนาองค์กรในด้านที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมต่อไป
Blockchain สนับสนุนการนำมาใช้พลังงานหมุนเวียน
นอกเหนือจากการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานแบบกระจายศูนย์ ยังสามารถใช้ Blockchain สนับสนุนการนำแหล่งพลังงานหมุนเวียนมาใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานแบบรวมศูนย์ การใช้ Blockchain ช่วยสนับสนุนให้ทั้งบุคคลและบริษัทสามารถซื้อและขายพลังงานหมุนเวียนระหว่างกันได้โดยตรงจากการใช้ระบบพลังงานแบบกระจายศูนย์ โดยเป็นวิธีที่ส่งเสริมการนำมาใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงจากฟอสซิลได้อีกด้วย
.png)
Credit: ภาพจาก Ricoh.com
Blockchain ช่วยในการจัดการ Supply Chain
การจัดการ Supply Chain หรือห่วงโซ่อุปทานเป็นอีกพื้นที่ที่สามารถนำ Blockchain ไปใช้ช่วยรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ธุรกิจมีโอกาสลด Carbon Footprint และทำการตัดสินใจแบบยั่งยืนมากขึ้นโดยใช้ Blockchain ตรวจจับและติดตาม Carbon Footprint ของผลิตภัณฑ์ต่างๆ และองค์ประกอบอื่นๆ ทั่วทั้ง Supply Chain ดังนั้น การปล่อยก๊าซเรือนกระจกอาจสามารถลดลงได้มากด้วยการส่งเสริมแนวทางการผลิตและการบริโภคแบบยั่งยืน
Blockchain กับการติดตามและรายงานการปล่อยคาร์บอน
เทคโนโลยี Blockchain สามารถใช้ในการตรวจสอบและรายงานการปล่อยคาร์บอนจากแหล่งที่มาต่างๆ เช่น ยานพาหนะและการก่อสร้าง หรือธุรกิจต่างๆ โดยที่รัฐบาลและองค์กรสามารถวัดและรายงานการปล่อยมลพิษได้แม่นยำยิ่งขึ้น รวมถึงสามารถติดตามความคืบหน้าของการลดการปล่อยมลพิษเพื่อให้ถึงเป้าหมาย โดยการใช้บัญชีแยกประเภทแบบกระจายศูนย์ (Decentralized Ledger) ติดตามการปล่อยก๊าซ
ความท้าทายในการนำ Blockchain ช่วยลดการปล่อยคาร์บอน
การนำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้เพื่อช่วยจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังมีอุปสรรคและข้อจำกัด เนื่องจากมีความจำเป็นต้องมีกฎที่เป็นมาตรฐานเดียวกันและความเข้ากันได้ของระบบ ซึ่ง Blockchain ต้องการชุดของกฎและ Protocol ที่เหมือนกันที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดสามารถตกลงกันได้เพื่อจัดการคาร์บอนเครดิตและติดตามการปล่อยก๊าซอย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านความสามารถในการปรับขยาย (Scalability) ของเทคโนโลยี Blockchain ทำให้เกิดความยากลำบากเช่นกัน ปัจจุบันเครือข่าย Blockchain จำนวนมากยังมีความจุน้อยและสามารถประมวลผลธุรกรรมได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น หากมีการใช้ Blockchain สำหรับจัดการคาร์บอนเครดิตหรือติดตามการปล่อยมลพิษอย่างแพร่หลายมากขึ้นก็อาจเกิดปัญหาคอขวด
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเกี่ยวกับการใช้งานพลังงานของ Blockchain ซึ่งการนำไปใช้กับการส่งเสริมด้านสิ่งแวดล้อมบางประเภทอาจไม่เหมาะสมและไม่สมดุล เนื่องจากการทำธุรกรรมของ Blockchain จำเป็นต้องใช้พลังงานมาก
สรุปภาพรวมการนำ Blockchain ช่วยโลก
การใช้งาน Smart Contract ที่เพิ่มขึ้นแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยี Blockchain มีศักยภาพนอกเหนือจากด้านการเงินแบบกระจายศูนย์ รวมถึงการผสมผสานของ Oracle กับ Blockchain กำลังนำไปสู่ยุคใหม่ของ Smart Contract ที่สามารถสร้างสิ่งใหม่เพื่อความยั่งยืนแก่ผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่กำลังมีความรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ทุกโครงการในอุตสาหกรรมต้องชัดเจนกับเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ตาม Blockchain ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นในแง่ของการยอมรับและการพัฒนา แต่สำหรับการนำมาใช้เพื่อรับมือกับปัญหาโลกร้อนในอนาคตมีแนวโน้มที่ดี โดย Blockchain สามารถเร่งการเปลี่ยนแปลงให้เกิดเศรษฐกิจที่ลดการปล่อยคาร์บอนด้วยการเพิ่มความโปร่งใส เพิ่มประสิทธิภาพและตรวจสอบได้ในการกำกับดูแลการปล่อยคาร์บอน และยังผลักดันแนวทางความยั่งยืน
Blockchain ยังมีความท้าทายและข้อจำกัดที่ต้องเอาชนะเพื่อให้สำเร็จในการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และที่สำคัญจำเป็นต้องมีการผสมผสานเทคโนโลยีและโซลูชันต่างๆ เข้าด้วยกันเพื่อรับมือกับความท้าทายที่ซับซ้อนและเร่งด่วนของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
Source:
https://www.weforum.org/agenda/2021/06/blockchain-can-help-us-beat-climate-change-heres-how/
https://cointelegraph.com/news/can-blockchain-help-combat-climate-change
https://www.unep.org/news-and-stories/story/battle-against-climate-crisis-dont-overlook-blockchain





