ศูนย์กลางคริปโตแห่งใหม่: เจาะตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปี 2025

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) กำลังกลายเป็นจุดสนใจของโลกคริปโตจากการเติบโตอย่างรวดเร็ว สวนกระแสภาพรวมตลาดทุนที่ชะลอตัวทั่วโลก โดยในปี 2024 มูลค่าการลงทุนในธุรกิจคริปโตเพิ่มขึ้นถึง 20% หรือประมาณ 325 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่เม็ดเงินลงทุนด้านฟินเทคโดยรวมลดลงถึง 24% เหลือเพียง 1.6 พันล้านดอลลาร์ สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนยังคงมั่นใจในศักยภาพของตลาดคริปโตในภูมิภาคนี้
ผู้นำโลก: อัตราการใช้งานคริปโตใน SEA โตแบบก้าวกระโดด

ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการนำคริปโตไปใช้อย่างแพร่หลายสูงเกินค่าเฉลี่ยโลกมาก เวียดนามนำโด่งด้วยผู้ใช้งานสูงถึง 21% ของประชากร (มากกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 6.8% ถึง 3 เท่า) ตามมาด้วยไทย 18%, ฟิลิปปินส์ 13%, สิงคโปร์ 11% และแม้อินโดนีเซียจะมีสัดส่วนเพียง 4% แต่ด้วยประชากรจำนวนมาก ทำให้ตัวเลขผู้ใช้รวมถือว่ามหาศาล
เหตุผลสำคัญที่ทำให้การเติบโตอย่างก้าวกระโดดเกิดขึ้นในภูมิภาคนี้ ได้แก่
- การเข้าถึงบริการการเงิน: คริปโตกลายเป็นช่องทางสำคัญของกลุ่มคนที่ยังเข้าไม่ถึงธนาคาร
- ประชากรหนุ่มสาวยุคดิจิทัล: คนรุ่นใหม่มีความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีดิจิทัลสูง โดยเฉพาะในเวียดนาม
- วัฒนธรรมเกมออนไลน์: เกมแนว Play-to-Earn ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะในฟิลิปปินส์ กระตุ้นการใช้คริปโตในวงกว้าง
- สถาบันการเงินสนับสนุนเต็มรูปแบบ: นักลงทุนสถาบันกลายเป็นผู้เล่นหลักด้วยสัดส่วนสูงถึง 68.8%
- การสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างแข็งแกร่ง: สิงคโปร์เพียงประเทศเดียวได้ออกใบอนุญาตประกอบกิจการคริปโตใหม่ถึง 13 ใบในปี 2024
สถาบันการเงิน: ผู้ขับเคลื่อนตลาดตัวจริง
แม้ผู้ใช้งานรายย่อยจะมาก แต่เม็ดเงินส่วนใหญ่ยังมาจากนักลงทุนสถาบัน โดยธุรกรรมที่มีมูลค่าสูงกว่า 10 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 30% ของปริมาณซื้อขายทั้งหมด และธุรกรรมจากนักลงทุนระดับกลาง (1-10 ล้านดอลลาร์) คิดเป็น 27% สะท้อนให้เห็นว่าตลาดคริปโตในภูมิภาคนี้กำลังก้าวข้ามจากการเก็งกำไรของรายย่อย ไปสู่การจัดการสินทรัพย์อย่างมืออาชีพ
กฎระเบียบที่ชัดเจนขึ้น (แม้จะค่อยเป็นค่อยไป)
ปี 2024 ถึงต้นปี 2025 ประเทศต่างๆ ใน SEA มีพัฒนาการด้านกฎระเบียบที่ชัดเจนขึ้น เช่น
- สิงคโปร์ขยายกรอบการกำกับดูแลคริปโตในเดือนเมษายน 2024
- อินโดนีเซียให้หน่วยงานกำกับภาคการเงิน (OJK) รับผิดชอบดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์ 2025
- เวียดนามประกาศทดลองเปิดตลาดแลกเปลี่ยนคริปโตในเดือนมีนาคม 2025
- ไทยอนุญาตให้มีการเสนอขาย Bitcoin ETF สำหรับนักลงทุนสถาบัน
อย่างไรก็ตาม กฎระเบียบของแต่ละประเทศยังคงแตกต่างกันมาก สิงคโปร์ยังคงนโยบายเป็นมิตร ไม่มีภาษีกำไรจากทุน ขณะที่อินโดนีเซียถือว่าคริปโตเป็นสินทรัพย์ทางการเงิน และไทยมองคริปโตเป็นหลักทรัพย์ที่ต้องเสียภาษีกำไรจากทุน 15%
ความสำเร็จระดับโลกจากผู้ประกอบการ SEA
ผู้ประกอบการคริปโตจาก SEA สามารถพิสูจน์ให้โลกเห็นว่าความสำเร็จไม่ถูกจำกัดด้วยพรมแดน ตัวอย่างเช่น
- Sky Mavis (เวียดนาม) สร้างปรากฏการณ์ Axie Infinity เกม Play-to-Earn ที่ได้รับความนิยมทั่วโลก
- CoinGecko (มาเลเซีย) กลายเป็นแพลตฟอร์มข้อมูลตลาดคริปโตที่เชื่อถือได้ทั่วโลก
- Zentry (ไทย) พัฒนา Metagame Protocol ที่ผสานบล็อกเชน, AI และเกมอย่างโดดเด่นในระดับโลก
- Yield Guild Games (ฟิลิปปินส์) ปฏิวัติวงการ NFT Gaming สร้างรายได้ให้ผู้เล่นจำนวนมากทั่วโลก
ความท้าทายและโอกาสในอนาคต
ตลาดคริปโตใน SEA ยังเผชิญกับความท้าทายอีกมาก ตัวอย่างเช่น
- กฎระเบียบที่ไม่สอดคล้องกันระหว่างประเทศ
- การหลอกลวงที่เกิดจากผู้ใช้งานขาดความรู้
- ปัญหาความแออัดของระบบและค่าธรรมเนียมสูง
- ความผันผวนของตลาดที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการใช้งานจริง
แต่ทุกปัญหาก็มาพร้อมโอกาส เช่น การประสานกฎระเบียบระดับภูมิภาค การให้ความรู้เชิงลึกแก่ผู้ใช้งาน และการพัฒนาโซลูชั่นบล็อกเชนที่มีประสิทธิภาพ
แนวโน้มอนาคตตลาดคริปโต: เติบโตต่อเนื่อง พร้อมก้าวสู่เมนสตรีม
อนาคตของตลาดคริปโตในภูมิภาค SEA ยังคงสดใสและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจาก Statista ระบุว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีรายได้รวมจากตลาดคริปโตเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าระหว่างปี 2023 ถึง 2027 แม้ในกรณีการคาดการณ์แบบอนุรักษ์นิย อุตสาหกรรมคริปโตในภูมิภาคนี้ยังคงมีแนวโน้มขยายตัวอย่างมั่นคงในทุกปี โดยคาดว่ารายได้จะเติบโตจากประมาณ 1.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2023 ไปสู่ระดับ 2.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2027 ซึ่งสะท้อนถึงการเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างมีเสถียรภาพ
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโตของตลาดคริปโตประกอบด้วย การที่ผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรรุ่นใหม่ที่มีความคุ้นเคยกับเทคโนโลยี รวมถึงการที่บริการทางการเงินรูปแบบดั้งเดิมเริ่มหันมาบูรณาการคริปโตเข้ากับผลิตภัณฑ์ของตนเองมากขึ้น อีกทั้งกฎระเบียบที่ชัดเจนและมีมาตรฐานมากขึ้นในหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์และอินโดนีเซีย ก็เป็นอีกแรงหนุนที่ดึงดูดนักลงทุนสถาบันและผู้เล่นรายใหญ่เข้าสู่ตลาด ทำให้ตลาดเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ และกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคบุกเบิก (early adopter) ไปสู่การใช้งานในวงกว้าง (mainstream) ที่แท้จริง โดยผู้ใช้งานจะใช้คริปโตในชีวิตประจำวันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงิน การออม การลงทุน ไปจนถึงการซื้อสินค้าทั่วไป
นอกจากนี้ การพัฒนาด้านกฎระเบียบและโครงสร้างพื้นฐานที่ชัดเจนมากขึ้น จะช่วยสนับสนุนให้ทิศทางการเติบโตนี้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง เมื่อรัฐบาลแต่ละประเทศในภูมิภาคปรับปรุงกฎระเบียบให้โปร่งใสและมีมาตรฐานมากขึ้น จะช่วยลดความไม่แน่นอนและสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนและภาคธุรกิจ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เช่น เครือข่ายบล็อกเชน Layer-1 ใหม่ๆ, โซลูชั่นการขยายขีดความสามารถของเครือข่าย (scalability) และแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโตระดับภูมิภาคที่พัฒนาประสิทธิภาพของระบบ ซึ่งจะช่วยให้การใช้งานคริปโตเข้าถึงได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าปัจจัยภายนอกอย่างสภาพตลาดโลก, แนวโน้มเศรษฐกิจมหภาค หรือเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อาจส่งผลต่ออัตราการเติบโตจริงที่เกิดขึ้นในอนาคต แต่จากตัวชี้วัดปัจจุบัน ภาพรวมของตลาดคริปโตในภูมิภาคนี้ยังคงมีทิศทางการเติบโตที่แข็งแกร่งอย่างชัดเจน
สรุปภาพรวม
สรุปได้ว่าตลาดคริปโตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปี 2024 แสดงถึงความแข็งแกร่งและการปรับตัวได้ดี แม้เผชิญกับความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจโลกและความผันผวนของตลาด อัตราการใช้งานที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การมีส่วนร่วมของนักลงทุนสถาบันที่เพิ่มขึ้น การลงทุนในกิจการสตาร์ทอัพด้านบล็อกเชนที่ยังคงขยายตัว รวมถึงความสำเร็จของผู้ประกอบการในภูมิภาค ล้วนสะท้อนว่าภูมิภาคนี้มีศักยภาพและจุดแข็งทางประชากรและเศรษฐกิจที่เหมาะสมต่อการขยายตัวของอุตสาหกรรมคริปโตในอนาคต แม้จะมีความท้าทายบางประการ แต่ก็ได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบจากภาคธุรกิจและภาครัฐที่เติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพ หากแนวโน้มนี้ยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะยังคงเป็นภูมิภาคหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดคริปโตในระดับโลกในปี 2025 และในอนาคตอย่างแน่นอน
------------------------------------
Sources
- Triple-A
- Chainalysis
- Statista
- SCB 10X Internal Research





