Technology
January 14, 2022
ทิศทางของ CeFi & DeFi จากมุมมองมหาเศรษฐี Blockchain อันดับสองของโลก ผู้ก่อตั้ง FTX

ในตลาดการเงินและการลงทุนทั้งหมด ปฏิเสธไม่ได้ว่า Exchange Market เป็นพื้นที่ที่น่าสนใจและมีกระแสเงินหมุนเวียนอย่างมหาศาล และเมื่อเจาะลงมาที่ DEX ในตอนนี้ก็จะพูดถึงใครไปไม่ได้นอกจาก Sam Bankman-Fried ที่เป็นมหาเศรษฐี Blockchain อันดับสองของโลกผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ  Alameda Research และ FTX ที่เพิ่งปิดการระดมทุนได้ 900 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทำให้บริษัทมีมูลค่า 1.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในโอกาสนี้ SCB 10X จึงสรุปบทสัมภาษณ์ ของ Sam ดำเนินรายการโดยคุณสาวิทธ์ ตริสิริสัตยวงศ์  Integration Lead จาก Band Protocol ซึ่งเป็น Cross-Chain Data Oracle สัญชาติไทย เกี่ยวกับ FTX และทิศทางของ CeFi กับ DeFi ในอนาคต จากงาน REDeFiNE TOMORROW 2021 มาให้ทุกท่านได้ติดตามกัน

1200x800 FTX and The World of CeFi & DeFi 01.png

ทำความรู้จักกับ FTX

ในปี 2019 มี Exchange Platform จำนวนมาก แต่ FTX ก็ยังเห็นโอกาสและเข้ามาแข่งขันในตลาดนี้ เพราะ Sam เห็นถึงปัญหาของแต่ละแพลตฟอร์ม เช่น ไม่มีกลไกการจัดการความเสี่ยงทั้งที่เงินทุนลูกค้าหมุนเวียนในแต่ละวันเป็นล้านเหรียญสหรัฐฯ ที่สำคัญ เพียงไม่กี่ปี อุตสาหกรรมนี้เติบโตจากมูลค่า 25,000 ล้าน สู่ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ดังนั้นการจะปรับตัวให้ทันกับตลาดที่โตในเวลาอันรวดเร็วของธุรกิจในกลุ่มเล็กจึงไม่ใช่เรื่องง่าย

 แม้ว่าตอนนี้ FTX จะเป็นแพลตฟอร์มการแลกเปลี่ยนอนุพันธ์ระดับ Top 5 และมีปริมาณเงินไหลเข้าออกอย่างมหาศาลในแต่ละวัน แต่จำนวนผู้ใช้งานเป็นเพียง 2% ของ Exchange Platform ทั้งหมด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ FTX เข้าสู่ตลาดช้า ทีมงานจึงจำเป็นต้องทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในวงกว้าง โดยพวกเขาได้ Tom Brady นักฟุตบอลชื่อดังชาวอเมริกา และ Gisele Bündchen นางแบบระดับโลกมาเป็น Brand Ambrassor นอกจากนี้ Sam ยังต้องการขยายฐานผู้ใช้งาน โดยอาศัยพาร์ทเนอร์ การดำเนินธุรกิจช่วงแรกจึงใช้เงินทุนส่วนใหญ่ไปกับการหาหุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์ ซึ่งจะเลือกจากบริษัทที่ไม่ได้มีพื้นฐานเกี่ยวกับการลงทุนในเทคโนโลยี แต่มีลูกค้ากำลังมองหาโอกาสในการลงทุนใน Crypto ที่สำคัญคือลูกค้ากลุ่มนี้ต้องมี Royalty สูง โดยไม่นานมานี้พวกเขาได้จับมือกับ TSM ทีม E-Sports ที่ทรัพย์สินมากที่สุดในโลก และ Major League Baseball รวมถึงได้รับสิทธิ์ในการตั้งชื่อสนามเหย้าของ Miami Heat ด้วย จากตัวอย่างนี้จะเห็นได้ว่าพาร์ทเนอร์ล้วนอยู่ในวงการกีฬา นั่นเป็นเพราะ Sam คิดว่ากีฬาเป็นหนึ่งในไม่กี่อย่างที่ผู้คนหลายสิบล้านคนติดตามและหลงใหล นอกจากนี้กีฬายังมีความหมายและสามารถสร้างแรงจูงใจให้กับผู้คนจำนวนมาก ดังนั้นจึงถือเป็นกลุ่มเป้าหมายขนาดใหญ่ที่เขาสนใจ ที่สำคัญคือ Partner เหล่านี้ ช่วยทำให้  FTX เป็นที่รู้จักในสหรัฐฯ

 ส่วนหนึ่งของความสำเร็จของ FTX มาจาก Alameda Research ที่ Sam ก่อตั้งในปี 2017 เพราะจากงานวิจัยที่นี่ทำให้เขาเห็นปัญหาในระบบ และเข้าใจประสบการณ์ของคนในวงการนี้ ซึ่งส่งผลให้เขาสามารถจัดโครงสร้างการออกแบบผลิตภัณฑ์ได้ดี เขามองว่าการเจอปัญหาก่อน แล้วพยายามแก้ไขง่ายกว่าการทำความเข้าใจปัญหาจากผู้ใช้ในภายหลัง แม้การทำสิ่งนี้จะเป็นเรื่องยากก็ตาม 

ความแตกต่างของ FTX ส่วนหนึ่ง Sam คิดว่ามาจากการบริหารบุคลากร หลายครั้งที่เรามักจะเห็นบริษัทเพิ่มพนักงานจำนวนมากเพื่อขยายการผลิต แต่สุดท้ายกลับมีประสิทธิภาพลดลง เพราะการตัดสินใจช้าลงเพราะต้องรอความเห็น หรือการแบ่งหน้าที่ที่อาจไม่ชัดเจน ดังนั้นเขาจึงจ้างงานเฉพาะผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านโดยตรงที่สามารถทำได้ดี และรักในงาน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา Sam เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของผู้ใช้งาน โดยมีการเปลี่ยนจาก Trader เป็นนักลงทุนระยะยาว และเริ่มมีผู้ใช้ที่เพิ่งเข้าวงการ Crypto มากขึ้น แต่เมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มอื่นแล้วลูกค้าส่วนมากของ FTX เป็นนักลงทุนมืออาชีพมากกว่านักลงทุนรายย่อยหรือมือใหม่ 


อนาคตของ Exchange Platform 

จากความคิดเห็นส่วนตัวของ Sam มองว่าอีกไม่เกิน 3 ปีจะมีการย้ายจากพื้นที่ที่ไม่มีการควบคุมและไปสู่พื้นที่ที่มีการกำกับดูแล เนื่องจาก Crypto มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เรื่องนี้จึงสำคัญ  แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือหน่วยงานกำกับดูแลต้องการให้ธุรกิจในวงการนี้เป็นกิจกรรมที่ได้รับอนุญาต แต่ยังไม่ได้ออกใบอนุญาตที่ชัดเจน ปัจจุบันเริ่มมีนักลงทุนสถาบันต่างๆ เข้ามาในแวดวงนี้ หลายๆที่ยังเล็กอยู่ แต่พอมาอยู่ในคริปโตอาจก้าวกระโดดเป็นสถาบันขนาดใหญ่ และเขาคาดว่าอีก 1-30 เดือนตลาด Crypto จะใหญ่ขึ้นมากๆ โดยการเข้ามานี้ทำให้ผู้เล่นเดิมอย่างเขาต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานระดับสถาบัน และต้องปรับการทำงานให้เข้ากับสถาบันได้ด้วย ซึ่งตอนนี้ DeFi อื่นๆ ก็เริ่มออกโปรโตคอลใหม่ให้ตอบสนองกับความต้องการของสถาบัน โดย Sam ได้ออกแบบ FTX ให้ง่ายต่อการปรับตัวนี้อยู่แล้ว แต่ก็มี 2 สิ่งที่ต้องทำอยู่ อย่างแรกคือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับหน่วยกำกับดูแล ซึ่ง Sam ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก เขาพยายามยื่นขอใบอนุญาตจากหลายหน่วยงาน และยินดีให้ความร่วมมือกับผู้กำกับดูแลโดยเฉพาะประเด็นการออกกฎระเบียบสำหรับอนุพันธ์ของ Crypto ที่แทบจะไม่มีเลยในปัจจุบัน อีกอย่างคือการดูแลสินทรัพย์ ปกติแล้วในระบบการเงินระหว่างประเทศ มักจะมีคนกลางเข้ามาดูแลการเคลื่อนย้ายเงินทุน ซึ่งใช้เวลานานแต่ใน Crypto สามารถเกิดขึ้นทันที จึงต้องมีการดูแลเพิ่มเติมในจุดนี้


Quote_SCB10X5-04.jpg.png

การพัฒนาของ CeFi และ DeFi ในอนาคต

ในตอนนี้ CeFi ยังคงมีส่วนแบ่งทางการตลาดที่มากอยู่ และ Sam เองก็มองว่ายังไม่มีโปรโตคอลไหนบน DeFi ที่ใช้ดีกว่า CeFi  ในส่วนการแข่งขันของ FTX เขาคิดว่าการที่ CEX มีความร่วมมือกับสถาบันอยู่แล้ว ไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว แม้ว่า CeFi ในตลาด Exchange อาจได้เปรียบกว่า DeFi ซึ่งความยากของส่วนนี้คือการจะเข้าไปร่วมมือกับสถาบันการเงินต่างๆ รวมถึงผู้กำกับดูแล  ส่วนความแตกต่างของ 2 ระบบนี้คือเรื่องจำนวนคน ในการสร้างผลิตภัณฑ์ของ CeFi ใช้คนเป็นหลักร้อย แต่ของ DeFi จะมีทีมหลักสิบคนเท่านั้น ผลคือเราจะเห็นบริษัทที่วิ่งได้ดีที่สุดกับบริษัทที่เคลื่อนที่ด้วยพลังงานสูงสุด ยิ่งปัจจุบันประสิทธิภาพของ CeFi ยังนำหน้าอยู่เยอะ เพราะ CeFi สามารถปรับตัวได้เร็วมาก ส่วน DeFi ต้องผ่าน vote จากคนส่วนมากก่อนถึงจะทำได้ และมันเป็นเรื่องที่ยากมากของ DeFi ที่จะทำทั้งผลิตภัณฑ์ ติดต่อกับพาร์ทเนอร์ หรือสื่อสารกับผู้ใช้งานด้วยคนจำนวนไม่กี่คน Sam คิดว่าการสร้างทีมแบบ Centralization จะทำให้การทำงานง่ายกว่า แต่ DeFi ก็มีพลังพิเศษที่จะมีส่วนในการพัฒนาต่อยอดในอนาคต นั่นก็คือการทำซ้ำ (Iterate) เช่น ในขณะที่คนอื่นกำลังสร้างแอปพลิเคชันในสายผลิตภัณฑ์เดียวกันกับคุณ คุณสามารถนำ Opensource code ของเขาแล้วนำมารวมกับของตัวเองได้ทันที ซึ่งการที่ CeFi ทำสิ่งนี้ไม่ได้จึงมีผลิตภัณฑ์ชั้นเลิศเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น และเหมือนจะเจอทางตันในการพัฒนาต่อ

ในอนาคตเขาคิดว่า DeFi ยังมีพื้นที่ขยายไปได้อีกเยอะ แต่ความเร็วและการ Scale ยังไม่เพียงพอ และการพัฒนาให้ระบบมีประสิทธิภาพมากขึ้นต้องใช้คอมพิวเตอร์ประมวลผลบล็อกเชนซึ่งมีต้นทุนแพงมาก ในตอนนี้จึงทำได้แค่เปลี่ยนไปใช้ Chain ที่เร็วกว่า ซึ่งมีจำนวนไม่กี่รายเท่านั้น และอีกสิ่งที่ DeFi ต้องพัฒนาคือรูปแบบการใช้งาน ไม่ให้ซับซ้อนจนเกินไป (User Friendly) นอกจากนี้ DeFi ยังมีปัญหาเดิมอย่างการที่คนจำนวนมากพยายามทำทุกอย่างบนบล็อกเชน ซึ่งระบบไม่น่าจะรับไหว รวมถึงไม่น่าซ่อมแซมได้ในอนาคต ถ้าสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ DeFi มีโอกาสที่จะพัฒนาให้มีศักยภาพสูงกว่านี้ และแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาดจาก CeFi ได้มากขึ้น

และนี่คือ เรื่องราวที่น่าสนใจของ FTX และมุมมองของ  Sam Bankman-Fried ที่มีต่อวงการ CeFi และ DeFi ในอนาคต โอกาสต่อไป SCB 10X จะมีเรื่องราวของ Blockchain ที่น่าสนใจมาให้ติดตามกันอีกอย่างแน่นอน 


สามารถติดตาม Session นี้ย้อนหลังได้ที่:  YOUTUBE