Technology
August 18, 2021
รู้จัก Defi Lending ปลดล็อกการกู้ยืมเงินด้วย Cryptocurrency

SCB 10X ได้นำเสนอเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง Decentralized Finance มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากพูดถึงหนึ่งในบริการทางการเงินของ DeFi ที่มาแรงจะต้องมีเรื่องของ DeFi Lending หรือการกู้ยืมเงินในแบบ Decentralized Finance อยู่ในทุกแทบทุกวงสนทนาด้าน Blockchain ซึ่ง DeFi Lending เป็นหนึ่งในกลไกที่ทำให้หลายคนหันมาใช้งาน Cryptocurrency เพื่อให้เกิดผลตอบแทนอย่างจริงจังด้วย แต่ทั้งนี้ หลายคนอาจสงสัยถึงนิยามและวิธีการทำงานของ DeFi Lending เนื่องจากความใหม่ของมัน ในโอกาส SCB 10X จึงขอพาไปรู้จักกับบริการทางการเงินที่น่าจับตามองชนิดนี้กัน

1200x800 What is DeFi Lending.png


DeFi Lending แนวคิดการกู้ยืมเงินที่แข็งแรงและเป็นจริงได้ด้วย Blockchain


การกู้ยืมเงินเป็นกิจกรรมสำคัญของบริการทางการเงินและระบบการเงิน ทั้งนี้ การกู้ยืมเงินนำไปสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งแนวคิดอย่างง่ายๆ ของการกู้ยืมเงินคือการที่ผู้ให้ยืมให้เงินทุนแก่ผู้ข้อยืมโดยที่ผู้ขอยืมจะต้องจ่ายดอกเบี้ยจากจำนวนที่ยืมไป การกู้ยืมเป็นกระบวนการที่ทำให้เกิดตลาดเงินที่มีตัวกลางเป็นธนาคารหรือสถาบันการเงินคอยทำหน้าที่ดูแลเพื่อรองรับความต้องการของทั้ง 2 ฝ่าย


อย่างไรก็ตาม เมื่อกลไกและความต้องการกู้ยืมเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ระบบการเงินแบบดั้งเดิมก็เริ่มเผยปัญหาออกมา ไม่ว่าจะเป็นการจัดสรรเงินกู้ของตัวกลางที่ต้องมีขั้นตอนเยอะขึ้นเพื่อรักษาเงินต้น นำมาซึ่งค่าดำเนินการที่สูงทำให้ผู้ฝากเงินเพื่อให้กู้ยืมได้รับดอกเบี้ยน้อยลง ส่วนผู้ขอกู้ยืมก็เผชิญความยากในการกู้ยืมมากขึ้นเรื่อยๆ


ปัญหาดังกล่าวทำให้เกิดการนำนวัตกรรมจาก Blockchain มาใช้แก้ปัญหา เกิดเป็น DeFi Lending ขึ้น โดยแนวคิดของ DeFi Lending คือการให้กู้ยืมโดยไม่ต้องผ่านตัวกลางด้วยการใช้ Cryptocurrency มาขับเคลื่อนกระบวนการให้ดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

DeFi Lending เป็นบริการที่เติบโตอย่างรวดเร็วตามกระแสของอุตสาหกรรม DeFi โดยตัวอย่างที่เด่นชัดคือการเติบโตของ Compound ผู้ให้บริการ DeFi Lending มีมูลค่าเงินที่ล็อกไว้ในระบบ (หมายถึงมูลค่าเงินทุนที่ผู้ใช้ใส่เข้ามาเพื่อใช้บริการ) ถึงหลัก 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่อเดือนเมษายน ปี 2021 โดยถือเป็นผู้ให้บริการ DeFi ที่ทำสถิตินี้ได้เป็นรายแรก



DeFi Lending ทำงานอย่างไร


การทำงานของ DeFi Lending นั้นเหมือนกับการฝากเงินและการกู้ยืมเงินในธนาคาร แต่เปลี่ยนจากการดำเนินธุรกรรมผ่านธนาคารมาเป็นการทำงานกับ Defi Lending Platform แทน โดยผู้ให้ยืมจะทำการฝาก Fiat Currency หรือ “เงินตรา” ที่ใช้ชำระหนี้ตามกฎหมายเข้าไปในระบบ ขณะที่ผู้ขอกู้ยืมซึ่งต้องการใช้เงินตราสกุลนั้นจะขอกู้โดยนำ Cryptocurrency เป็นสินทรัพย์ค้ำประกัน ผู้ขอกู้ยืมจะได้รับ Cryptocurrency ที่ใช้คำ้ประกันคืนเมื่อมีการชำระหนี้จากการกู้ยืมพร้อมดอกเบี้ย ผู้ให้กู้ยืมก็จะได้รับดอกเบี้ยเป็นผลตอบแทนของการดำเนินธุรกรรม อย่างไรก็ตาม หากผู้กู้ยืมไม่สามารถชำระหนี้ได้ Cryptocurrency ที่ใช้ค้ำประกันก็จะตกเป็นของผู้ให้กู้ยืมไป


DeFi Lending จะทำงานอัตโนมัติบน Platform ด้วยโปรแกรมจากนวัตกรรมบน Blockchain จุดแข็งอย่างหนึ่งของ DeFi Lending คือผู้ขอกู้ยืมและผู้ให้กู้ยืมไม่จำเป็นต้องแสดงข้อมูลใดๆ เพื่อประเมินความน่าเชื่อถือในการใช้บริการ เพียงแค่นำสินทรัพย์ที่มีอยู่มาวางบน Platform ตามเงื่อนไข ก็สามารถดำเนินกิจกรรมการกู้ยืมได้แล้ว


โดยส่วนมากแล้ว ผู้ให้บริการ DeFi Lending Platform จะอนุญาตให้ผู้ขอกู้ยืมทำการกู้ยืมได้ต่ำกว่ามูลค่าสินทรัพย์ที่นำมาค้ำประกันเพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลงราคาที่อาจส่งผลกระทบให้มูลค่าการกู้ยืมสูงกว่ามูลค่าสินทรัพย์ที่นำมาค้ำประกัน โดยบาง Platform มีการกำหนดมูลค่าสินทรัพย์ค้ำประกันต้องสูงกว่ามูลค่าเงินที่ขอกู้ไม่ต่ำกว่า 150%


แม้จะมีการกำหนดเงื่อนไขดังกล่าว แต่ DeFi Lending ก็ถือเป็นกิจกรรมที่ทางการเงินที่ได้รับความนิยม เนื่องจากการกู้ยืมจะเกิดสภาพคล่องตามมูลค่าสินทรัพย์ได้รวดเร็วกว่าการขายสินทรัพย์ ผู้ขอกู้ยืมยังคงเป็นเจ้าของสินทรัพย์อยู่หลังจากชำระหนี้แล้ว ขณะเดียวกัน ผู้ให้กู้ยืมก็จะได้รับดอกเบี้ยจากการให้บริการดังกล่าว



ประโยชน์ที่เกิดขึ้นและความท้าทายที่ควรทราบของ DeFi Lending


นอกจากเป็นการต่อยอดการใช้ Cryptocurrency อย่างเต็มประสิทธิภาพแล้ว DeFi Lending ยังมีประโยชน์ต่อทั้งผู้ใช้ สถาบันการเงิน และผู้เกี่ยวข้องดังนี้


  • เพิ่มและปรับปรุงประสิทธิภาพในแบบดิจิทัล DeFi Lending เป็นนวัตกรรมที่มีรากฐานมาจากการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล ดังนั้น จึงสามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีเสริมเข้าไปได้ตลอดเวลา อีกทั้งการที่กระบวนการทั้งหมดอยู่บนดิจิทัลอยู่แล้ว ผู้ให้บริการก็สามารถนำเทคโนโลยีอื่นมาเสริมประสิทธิภาพได้ตลอด เช่น การใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลธุรกรรมเพื่อหาสัญญาณและโอกาสเกิดการฉ้อโกงในระบบ
  • ใช้ข้อมูลส่วนบุคคลน้อยกว่า DeFi Lending ปัจจุบันออกแบบกระบวนการให้ทุกคนที่มี Cryptocurrency สามารถกู้ยืมเงินได้เลย ทำให้ผู้ขอกู้ไม่จำเป็นต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคลแก่ตัวกลางในการพิจารณาเช่นเมื่อก่อน ซึ่งนอกจากจะเสี่ยงต่อการรั่วไหลของข้อมูลแล้ว ยังช่วยลดโอกาสเกิดอคติจากการพิจารณาให้สินเชื่อจนนำไปสู่หนี้ไม่พึงประสงค์ด้วย
  • ลดการบังคับคดีและการติดตามหนี้ แนวคิดของ DeFi คือการกู้ยืมแบบมีสินทรัพย์ค้ำประกัน เช่นเดียวกับการกู้ซื้อบ้านหรือรถยนต์ ที่ผู้ขอกู้จะต้องนำทรัพย์สินนั้นมาค้ำประกัน อย่างไรก็ตาม แม้จะมีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร แต่การติดตามบังคับคดีกรณีผิดนัดชำระนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายและเป็นต้นทุนมหาศาลของทุกฝ่าย ซึ่ง DeFi Lending สามารถแก้ปัญหานี้ได้ด้วยการให้ยึดสินทรัพย์ค้ำประกันไปตามเงื่อนไขสัญญากู้ยืมที่ระบุไปอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีประโยชน์ที่น่าสนใจ แต่ DeFi Lending ก็ยังมีความท้าทายอันเป็นข้อพิจารณาด้วยเช่นกัน ดังนี้


  • การใช้สินทรัพย์ค้ำประกันที่สูงทำให้หลายคนเข้าถึงบริการได้ยาก แม้การค้ำประกันด้วยสินทรัพย์จะมีประโยชน์ แต่การใช้สินทรัพย์ค้ำประกันมูลค่าสูงก็เป็นกำแพงสำหรับผู้ที่ต้องการเข้าถึงเงินกู้ในขนาดที่พอเหมาะเพื่อใช้งานด้วย ซึ่งในอนาคตหากมีการปรับปรุงระบบที่เหมาะสม มูลค่าสินทรัพย์ค้ำประกันก็อาจจะลดลงซึ่งช่วยให้ผู้คนเข้าถึงเงินกู้ได้ง่ายขึ้น
  • การเปลี่ยนแปลงของราคามูลค่า Cryptocurrency ถือเป็นความท้าทายโดยรวมของวงการ Cryptocurrency และมีผลสืบเนื่องมายัง DeFi Lending เนื่องจากส่วนใหญ่ยังคงยึดกระบวนการที่ต้องใช้สินทรัพย์ค้ำประกันซึ่งมูลค่าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมีผลต่อการกำหนดวงเงินให้กู้และการค้ำประกัน จึงเป็นที่มาให้เกิดการใช้สินทรัพย์ค้ำประกันสูงกว่ามูลค่าที่ต้องการจำนวนมากเพื่อควบคุมให้การกู้ยืมยังดำเนินไปได้

ตัวอย่างผู้ให้บริการ DeFi Lending Platform ชั้นนำ


เพื่อให้เห็นภาพวิธีการให้บริการของ DeFi Lending ชัดเจนขึ้น จึงขอยกตัวอย่างจากผู้ให้บริการชั้นนำที่มีมูลค่าเงินที่ล็อกในระบบแตะหลัก 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ อย่าง Compound และ Aave มานำเสนอกัน ซึ่งทั้ง 2 รายมีวิธีการให้บริการดังนี้


  • Compound 

ผู้ให้บริการ DeFi Lending Platform ที่ใช้ Smart Contract ดำเนินกระบวนการจัดการและจัดเก็บเงินทุนบน Platform โดยการทำงานของ Compound คือเมื่อมีการฝาก Crypto เข้าไป ระบบจะเปลี่ยนเหรียญดังกล่าวเป็น cToken ตามสกุลนั้น เช่น หากมีการฝาก ETH ก็จะเปลี่ยนเป็น cETH โดยมูลค่าของ cToken จะอ้างอิงกับราคาแลกเปลี่ยนระหว่าง cToken กับ Token ซึ่ง cToken จะรันบน ERC20 จึงสามารถส่งไปยังกระเป๋าเงินอื่นๆ ได้ และทุกการแลกเปลี่ยนจะมีมูลค่าเพิ่มเป็นดอกเบี้ยให้กับผู้ถือ cToken


เมื่อทำกู้ยืม ผู้ขอกู้ยืมจะต้องนำ cToken มาเป็นสินทรัพย์ค้ำประกัน โดยมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยและอัตราสินทรัพย์ค้ำประกันอ้างอิงจากข้อมูลราคาตลาดจริงที่กำหนดโดยใช้ Algorithm ของ Compound


ล่าสุด Compound ได้ออกเหรียญ COMP เมื่อปี 2020 โดยเป็นเหรียญที่ให้ผู้ถือมีสิทธิ์ร่วมตัดสินใจเกี่ยวกับทิศทางของ Platform เช่น การเพิ่มสินทรัพย์ชนิดใหม่ในการให้บริการ การอัปเกรดโปรโตคอลและการอัปเกรดทางเทคนิคอื่นๆ

  • Aave 

ผู้ให้บริการ DeFi Lending แบบ Open-source ที่ได้รับความนิยมไม่น้อยหลังจากเริ่มต้นเมื่อปี 2020 โดยวิธีการจะเป็นไปแนวเดียวกับ Compound คือเมื่อมีการนำ Cryptocurrency เข้าฝาก ระบบจะเปลี่ยนเหรียญนั้นเป็น aToken แต่จุดแตกต่างของ aToken คือมีมูลค่าเทียบเท่ากับ Crypto สกุลนั้นแบบ 1:1 โดยการจ่ายดอกเบี้ยของ Aave จะเป็นการจ่ายเงินตรงเข้าบัญชีหรือที่อยู่ Ethereum ตามที่ระบุไว้ ต่างจาก cToken ซึ่งต้องรอให้เกิดธุรกรรมจึงจะมีมูลค่าเพิ่ม


ด้านการกู้ยืม ผู้ขอกู้ยืมต้องนำ aToken มาค้ำประกันเช่นเดิม แต่อัตราดอกเบี้ย อัตราสินทรัพย์ค้ำประกันจะอ้างอิงจากระบบใน Chainlink และอาจใช้ราคาอ้างอิงที่คำนวณเองในกรณีที่จำเป็น


จาก Blog นี้จะเห็นได้ว่า DeFi Lending มีหลักการไม่ต่างจากการให้กู้ยืมเงินแบบดั้งเดิม แต่สามารถแก้ปัญหาเฉพาะอย่างที่เกิดขึ้นจากวิธีแบบดั้งเดิมได้ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเทคโนโลยีและไอเดียใหม่คงทำให้ DeFi Lending ไม่หยุดนิ่งอยู่แค่นี้เป็นแน่ ซึ่ง SCB 10X จะติดตามความเคลื่อนไหวดังกล่าวมานำเสนอทุกท่านในโอกาสต่อไป



ขอบคุณข้อมูลจาก finematics.com, decrypt.co และ defiprime.com