milkyway 6
milkyway 7
milkyway 8
business
16 กุมภาพันธ์ 2569
ภาษาไทย

การเปลี่ยนผ่านกฎเกณฑ์ระดับโลก: สหรัฐฯ และเอเชียแปซิฟิกกำลังนิยามกรอบสินทรัพย์ดิจิทัลใหม่ — ปี 2026 คือบททดสอบการนำไปใช้จริง

06-Blog-TH-1200x800 (1).jpg

หลังจากที่ต้องเผชิญกับความไม่ชัดเจนด้านการกำกับดูแลมานานหลายปี ในปี 2025 ที่ผ่านมาถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสู่การวางโครงสร้างกฎหมาย Stablecoin อย่างเป็นทางการในตลาดหลักทั่วโลก ซึ่งความเข้มข้นนี้เองจะกลายเป็นตัวกำหนดทิศทางของโลกคริปโตในปี 2026


นับจากนี้ไป โมเดลธุรกิจที่อยู่ใน "พื้นที่สีเทา" หรือพื้นที่ที่ยังไม่มีความแน่ชัดของกฎเกณฑ์การควบคุมจะลดน้อยลง และถูกแทนที่ด้วยการออกเหรียญโดยผู้ได้รับใบอนุญาตมาตรฐานการสำรองสินทรัพย์ที่เข้มงวด และการเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใสระดับสถาบัน สิ่งที่น่าจับตามองที่สุดคือการเปลี่ยนผ่านจากโปรเจกต์นำร่องไปสู่การใช้งานจริง โดยเฉพาะในกลุ่ม Stablecoin ที่วางตัวเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการชำระเงินและชำระบัญชีมากกว่าการเป็นเพียงผลิตภัณฑ์เพื่อเก็งกำไรหรือหาผลตอบแทน


สหรัฐอเมริกา: จากการถกเถียงเชิงนโยบายสู่กฎหมายที่ชัดเจน

สหรัฐฯ เดินหน้าอย่างจริงจังเพื่อรักษาบทบาทของดอลลาร์ในโลกดิจิทัล โดยเปลี่ยนจากแนวทาง "กำกับด้วยการบังคับใช้เป็นหลัก" ไปสู่กรอบกฎหมายที่เป็นระบบและคาดการณ์ได้ผ่านกฎหมายสำคัญสองฉบับ


กฎหมาย GENIUS Act (ลงนามเมื่อ กรกฎาคม 2025): สถาปนาโครงสร้างพื้นฐานระดับรัฐบาลกลางฉบับแรกสำหรับ "Payment Stablecoins" โดยกำหนดบรรทัดฐานที่สอดคล้องกันในด้านการออกเหรียญ สินทรัพย์สำรอง ความโปร่งใส และการตรวจสอบดูแล

  • ผู้ออกเหรียญและการกำกับดูแล: อนุญาตเฉพาะนิติบุคคลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลเท่านั้น (สถาบันการเงิน และผู้ออกเหรียญที่ไม่ใช่ธนาคารแต่ได้รับการรับรอง) ภายใต้การดูแลของหน่วยงานรัฐบาลกลางและระดับรัฐ
  • สินทรัพย์สำรองคุณภาพสูงในอัตรา 1:1: ต้องสำรองด้วยเงินสด เงินฝาก และพันธบัตรคลังระยะสั้น พร้อมข้อจำกัดที่เข้มงวดในการนำสินทรัพย์สำรองไปใช้ซ้ำ
  • ความโปร่งใส: กำหนดมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลและการตรวจสอบบัญชี (Audit) อย่างสม่ำเสมอ
  • นิยามเพื่อการชำระเงิน: การจำกัดการให้ผลตอบแทนหรือดอกเบี้ย เป็นการย้ำจุดยืนของ Stablecoin ให้มีลักษณะ "เสมือนเงินสด" 

นอกจากนี้ยังมี กฎหมาย CLARITY Act ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ จะเข้ามาเสริมทัพด้วยการผลักดันความชัดเจนของโครงสร้างตลาด และเน้นย้ำทิศทางที่ว่า Stablecoin ไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือให้ผลตอบแทนเพื่อทดแทนเงินฝาก


ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC): มุ่งเน้นการลงมือทำผ่านโครงการนำร่อง และการออกใบอนุญาต


ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังเป็นผู้นำด้าน การนำไปใช้จริงและการบูรณาการเชิงเทคนิค ในโลกความจริงอย่างเข้มข้นในแต่ละประเทศ

  • ไทย: การขับเคลื่อน Sandbox เพื่อการท่องเที่ยว โครงการ TouristDigiPay ของไทย อนุญาตให้นักท่องเที่ยวแปลงคริปโต (รวมถึง Stablecoin) เป็นเงินบาทเพื่อใช้จ่ายผ่านระบบชำระเงินหลัก ซึ่งเป็นโมเดลการปรับใช้ที่เน้นการแปลงสินทรัพย์ภายใต้การกำกับดูแล มากกว่าการให้นักท่องเที่ยวใช้ Stablecoin จ่ายกับร้านค้าโดยตรง
  • สิงคโปร์: พันธบัตรรัฐบาลในรูปแบบ Token และกฎเกณฑ์ Stablecoin ธนาคารกลางสิงคโปร์ ส่งสัญญาณเตรียมทดสอบการใช้พันธบัตรรัฐบาลในรูปแบบ Token ในปี 2026 และเดินหน้าวางกฎระเบียบ Stablecoin โดยเน้นย้ำเรื่องการมีสินทรัพย์สำรองหนุนหลังและการแลกคืนที่เชื่อถือได้ เพื่อสร้างเกณฑ์มาตรฐานในระดับสถาบันควบคู่ไปกับมาตรการคุ้มครอง Stablecoin
  • ฮ่องกง: การออกใบอนุญาตผู้ออก Stablecoin และการเชื่อมโยงระบบการเงิน ฮ่องกงเริ่มบังคับใช้ระบบการออกใบอนุญาตสำหรับผู้ออก Stablecoin และระบุว่าใบอนุญาตชุดแรกอาจมีผลในช่วงต้นปี 2026 ควบคู่ไปกับการสนับสนุนการทำงานของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลและโครงการ Tokenization ต่างๆ
  • ญี่ปุ่น: โครงการนำร่อง Stablecoin โดยธนาคาร และการขยายบริการคริปโต ญี่ปุ่นสนับสนุนโครงการนำร่อง Stablecoin ที่ผูกกับค่าเงินเยนโดยกลุ่มธนาคารยักษ์ใหญ่ เพื่อตอกย้ำโมเดลการออกเหรียญผ่านธนาคารที่มีการกำกับดูแล และกำลังพิจารณาอนุญาตให้กลุ่มธุรกิจธนาคารขยายขอบเขตการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเพิ่มเติม
----------

 

Sources:

Use and Management of Cookies

We use cookies and other similar technologies on our website to enhance your browsing experience. For more information, please visit our Cookies Notice.

Reject
Accept