ทำไมภูมิภาคเอเชียอาจเป็นผู้กำหนดทิศทางสำคัญของ Stablecoin

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Stablecoin มักถูกมองว่าเป็นเครื่องมือในตลาดคริปโต ใช้สำหรับการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลหรือพักเงินระหว่างสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง แต่บทบาทของ Stablecoin กำลังเปลี่ยนไป
ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชีย Stablecoin เริ่มถูกพูดถึงในฐานะโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่สามารถช่วยยกระดับการชำระเงิน การโอนเงินข้ามประเทศ การบริหารสภาพคล่อง และในระยะยาว อาจกลายเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของตลาดทุนแบบ Tokenized จึงเกิดประเด็นสำคัญในอุตสาหกรรม คือ จะนำ Stablecoin เข้าไปเชื่อมกับระบบการเงินเดิมอย่างไร เพื่อสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่วัดผลได้จริง
จากสินทรัพย์คริปโต สู่โครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน
Stablecoin กำลังก้าวออกจากกรอบเดิมของตลาดคริปโต
ข้อมูลจาก Circle ระบุว่า USDC มีมูลค่าหมุนเวียนมากกว่า 75,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีปริมาณธุรกรรมบนบล็อกเชนประมาณ 21.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในไตรมาสเดียว ตัวเลขนี้สะท้อนว่า Stablecoin กำลังมีบทบาทมากขึ้นในกิจกรรมทางการเงินที่เชื่อมโยงกับโลกจริง ในเอเชีย ผู้ให้บริการด้านการชำระเงินเริ่มใช้ Stablecoin เพื่อลดระยะเวลาการโอนเงินข้ามประเทศ เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารสภาพคล่อง และลดความจำเป็นในการสำรองเงินล่วงหน้าในหลายเขตอำนาจศาล
ในขณะเดียวกันในระดับโลก Stablecoin ยังถูกใช้ในกรณีอื่น ๆ เช่น การจ่ายค่าตอบแทนให้ครีเอเตอร์ และการส่งมอบเงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
Chengyi Ong, Director of APAC Policy & Regulatory Strategy, Circle กล่าวว่า
"จากเดิมที่ Stablecoin ถูกพูดถึงในฐานะ Use Case แห่งอนาคต วันนี้การใช้งานจริงกำลังเกิดขึ้นแล้ว ทั้งด้านการโอนเงิน การชำระราคา การบริหารสภาพคล่อง และการส่งมอบเงินช่วยเหลือ" นั่นทำให้ Stablecoin ถูกประเมินคุณค่าในฐานะโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน มากกว่าจะเป็นเพียงสินทรัพย์เพื่อการเก็งกำไร
ทำไมอาเซียนจึงมีศักยภาพในการขับเคลื่อน Stablecoin
ภูมิภาคอาเซียนมีปัจจัยหลายประการที่เอื้อต่อการเติบโตของ Stablecoin
1. เศรษฐกิจเชื่อมโยงกันผ่านการค้าข้ามพรมแดน
หลายประเทศในอาเซียนเป็นเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกและเชื่อมโยงกันผ่านห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค แต่การชำระเงินข้ามประเทศยังมีต้นทุนสูง ใช้เวลานาน และต้องพึ่งพาระบบตัวกลางหลายชั้น Stablecoin จึงสามารถเข้ามาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของระบบชำระเงินที่ทำงานได้ต่อเนื่อง ลดข้อจำกัดของเวลาทำการธนาคาร และช่วยให้การเคลื่อนย้ายสภาพคล่องมีประสิทธิภาพมากขึ้น
2. ตลาดการโอนเงินระหว่างประเทศขนาดใหญ่
หลายประเทศในอาเซียนมีแรงงานที่ทำงานในต่างประเทศ และพึ่งพาการโอนเงินกลับบ้านเป็นแหล่งรายได้สำคัญ หาก Stablecoin สามารถช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความเร็วในการโอนเงินได้ ประโยชน์จะเกิดขึ้นกับครัวเรือนโดยตรง นี่จึงไม่ใช่ Use Case ที่ต้องสร้างความต้องการใหม่ แต่เป็นการแก้ปัญหาที่มีอยู่แล้วในระบบการเงินปัจจุบัน
3. ผู้บริโภคพร้อมสำหรับบริการการเงินดิจิทัล
ผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คุ้นเคยกับการใช้ QR Payment กระเป๋าเงินดิจิทัล และ Mobile Banking มาแล้ว เมื่อผสานกับการเข้าถึงสมาร์ตโฟนและอินเทอร์เน็ตในวงกว้าง ทำให้การนำบริการทางการเงินบนบล็อกเชนมาใช้งานจริงมีอุปสรรคน้อยกว่าหลายภูมิภาค
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้อาเซียนกลายเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนานวัตกรรมด้านการชำระเงิน
กฎระเบียบกำลังกลายเป็นข้อได้เปรียบของเอเชีย
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นทั่วทั้งเอเชีย คือ กฎระเบียบไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการสร้างนวัตกรรมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ตลาดเติบโตได้อย่างยั่งยืน
แทนที่จะออกกฎหมายแบบครอบคลุมตั้งแต่ต้น หลายประเทศเลือกใช้ Regulatory Sandbox เพื่อทดลองการใช้งานจริงก่อนกำหนดกรอบกำกับดูแลในระยะยาว ตัวอย่างเช่น
ประเทศ | แนวทางด้านกฎระเบียบ |
ญี่ปุ่น | กฎหมายกำกับ Stablecoin |
สิงคโปร์ | กรอบกำกับ Stablecoin |
ฮ่องกง | ระบบใบอนุญาต Stablecoin |
ไทย | Enhanced Regulatory Sandbox |
มาเลเซีย | Digital Asset Innovation Hub |
อินโดนีเซีย | อยู่ระหว่างการพัฒนากรอบกำกับ |
ที่มา: SCB 10X เรียบเรียงและวิเคราะห์จาก Session Global Stablecoins, Local Markets: The Politics of Market Entry in Asia ภายในงาน REDeFiNE TOMORROW 2026
สิ่งที่น่าสนใจคือ แต่ละประเทศไม่ได้เดินตามกันแบบตรงตัว แต่กำลังออกแบบแนวทางให้สอดคล้องกับบริบททางเศรษฐกิจของตนเอง
Chengyi Ong, Director of APAC Policy & Regulatory Strategy ของ Circle อธิบายว่า แนวทางของหลายประเทศในเอเชียสะท้อนความเป็น Pragmatic Approach คือไม่ได้มุ่งสร้างนวัตกรรมเพียงเพื่อเทคโนโลยี แต่ให้ความสำคัญกับการพิสูจน์ว่า Stablecoin สามารถแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจที่วัดผลได้จริงหรือไม่
แนวคิดนี้อาจกลายเป็นข้อได้เปรียบสำคัญของเอเชีย เพราะโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินไม่ได้เติบโตจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเติบโตจากความเชื่อมั่น กฎระเบียบ และการใช้งานจริงที่สร้างผลลัพธ์ได้
Stablecoin สกุลเงินท้องถิ่นอาจเป็นกุญแจสู่ตลาดทุนแบบ Tokenized
วันนี้ Stablecoin ส่วนใหญ่ของโลกยังอ้างอิงกับดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม โครงสร้างตลาดในปัจจุบันอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ไม่ใช่ภาพสุดท้ายของตลาด Stablecoin เมื่อกฎระเบียบมีความชัดเจนมากขึ้น Stablecoin ที่อ้างอิงสกุลเงินท้องถิ่นอาจเริ่มมีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะในฐานะ Settlement Asset สำหรับตลาดทุนแบบ Tokenized
ตัวอย่างการใช้งานที่เป็นไปได้ ได้แก่
- พันธบัตรรัฐบาลแบบ Tokenized
- หุ้นกู้ภาคเอกชน
- การชำระราคาหลักทรัพย์
- ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา
- Programmable Securities
บทบาทของ Stablecoin จึงอาจขยายจากการเป็นเครื่องมือชำระเงิน ไปสู่การเป็นชั้นโครงสร้างพื้นฐานของตลาดทุนยุคใหม่
หากสินทรัพย์ทางการเงิน เช่น พันธบัตร หุ้นกู้ หรือหลักทรัพย์ต่าง ๆ ถูกนำขึ้นมาอยู่บนระบบดิจิทัลมากขึ้น ตลาดก็จำเป็นต้องมีสินทรัพย์ที่ใช้ชำระราคาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในบริบทนี้ Stablecoin สกุลเงินท้องถิ่นจึงอาจมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาตลาดทุนในประเทศ และช่วยลดข้อจำกัดของระบบการเงินแบบเดิม
ความท้าทายที่แท้จริงไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือการเชื่อมโยงระหว่างประเทศ
แม้เทคโนโลยีจะพร้อมมากขึ้น แต่ความท้าทายสำคัญของ Stablecoin ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว Stablecoin จะสร้างคุณค่าได้สูงสุดเมื่อสามารถเคลื่อนย้ายข้ามสถาบันและข้ามประเทศได้อย่างไร้รอยต่อ แต่หากแต่ละประเทศมีกฎเกณฑ์ที่ไม่เชื่อมโยงกัน ความสามารถในการใช้งานข้ามพรมแดนก็อาจถูกจำกัด ซึ่งความท้าทายที่สำคัญ ได้แก่
- ความแตกต่างของระบบใบอนุญาต
- มาตรฐานด้าน Compliance
- กฎควบคุมเงินทุน
- มาตรฐาน AML/KYC
- การยอมรับข้ามเขตอำนาจศาล
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความท้าทายของ Stablecoin ไม่ใช่แค่การทำให้เทคโนโลยีทำงานได้ แต่คือการทำให้สถาบัน กฎระเบียบ และมาตรฐานระหว่างประเทศทำงานร่วมกันได้
AI อาจเป็นแรงผลักดันระลอกใหม่ของ Stablecoin
การเติบโตของ AI กำลังเปิดมิติใหม่ให้กับระบบการชำระเงิน เมื่อ AI Agent เริ่มทำงานแทนมนุษย์ในกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น ระบบการเงินที่รองรับ Agent เหล่านี้จะต้องมีคุณสมบัติที่ต่างจากระบบเดิม
ระบบดังกล่าวต้องสามารถ
- ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง
- รองรับธุรกรรมขนาดเล็ก
- มีต้นทุนต่ำ
- ตั้งเงื่อนไขการทำงานได้
- อ่านและใช้งานโดยเครื่องได้
- ทำงานภายใต้ Guardrails ที่กำหนดไว้
Stablecoin มีคุณสมบัติเหล่านี้โดยธรรมชาติ เพราะเป็นเงินดิจิทัลที่ Internet-native, Programmable และสามารถทำงานร่วมกับกระเป๋าเงินดิจิทัลที่กำหนดสิทธิ์และเงื่อนไขได้
ในอนาคต AI Agent อาจสามารถจ่ายเงินเพื่อเรียกใช้ API ซื้อบริการ Cloud จัดการ Treasury หรือทำธุรกรรมดิจิทัลอื่น ๆ ได้โดยอัตโนมัติ นี่ไม่ได้หมายความว่า Stablecoin จะเข้ามาแทนที่ระบบการเงินเดิมทั้งหมด แต่ Stablecoin อาจทำให้ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลรองรับผู้เข้าร่วมรูปแบบใหม่ได้มากขึ้น รวมถึง AI Agent ที่สามารถทำธุรกรรมได้ด้วยตนเอง
ความสำเร็จต้องวัดจากผลลัพธ์ ไม่ใช่จำนวนผู้ใช้งาน
สิ่งสำคัญที่สุดของ Stablecoin อาจไม่ใช่จำนวนธุรกรรมหรือจำนวนผู้ใช้งานเพียงอย่างเดียว แต่คือผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง ตัวชี้วัดที่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่
- ต้นทุนการโอนเงินที่ลดลง
- การชำระเงินที่รวดเร็วขึ้น
- การบริหารสภาพคล่องที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
- ตลาดทุนที่เข้าถึงได้และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- ทางเลือกทางการเงินที่ดีขึ้นสำหรับแรงงานข้ามชาติ
- การเชื่อมต่อทางการเงินระหว่างประเทศที่ดีขึ้น
เทคโนโลยีจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานได้ ก็ต่อเมื่อประโยชน์ของมันสามารถวัดผลได้ในระบบเศรษฐกิจจริง
มุมมองจาก SCB 10X
สิ่งที่น่าจับตาไม่ใช่เพียงจำนวนประเทศในเอเชียที่เริ่มออกกรอบการกำกับดูแล Stablecoins เพิ่มขึ้น แต่คือแนวทางการพัฒนาที่แตกต่างจากหลายภูมิภาคของโลก ภาครัฐและภาคเอกชนไม่ได้มุ่งนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้เพียงเพื่อสร้างนวัตกรรม หากแต่ให้ความสำคัญกับการนำ Stablecoins ไปแก้ไขข้อจำกัดของระบบการเงินเดิม ไม่ว่าจะเป็นการชำระเงิน การโอนเงินข้ามประเทศ หรือการบริหารสภาพคล่องของสถาบันการเงิน
การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนว่า การเติบโตของ Stablecoins ในระยะต่อไปจะไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่จะขึ้นอยู่กับความชัดเจนของกฎระเบียบ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน และความสามารถในการสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ หากแนวโน้มดังกล่าวดำเนินต่อไป Stablecoins มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินยุคใหม่ โดยเข้ามาเสริมประสิทธิภาพของระบบการเงินเดิม มากกว่าที่จะเข้ามาแทนที่ระบบดังกล่าว
สามารถติดตามและรับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://youtu.be/Yga_JqS7te4?si=aIdfbClLnCsVF7XG
Stablecoins คืออะไร?
Stablecoins คือสินทรัพย์ดิจิทัลที่ถูกออกแบบมาเพื่อรักษามูลค่าให้มีความผันผวนต่ำ โดยอ้างอิงกับสินทรัพย์อ้างอิง (Reference Asset) ซึ่งโดยทั่วไปคือสกุลเงิน Fiat เช่น ดอลลาร์สหรัฐ แตกต่างจาก Cryptocurrency อย่าง Bitcoin หรือ Ether ที่ราคาปรับเปลี่ยนตามกลไกตลาด Stablecoins ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็น "เงินดิจิทัล" สำหรับการชำระเงิน การชำระธุรกรรม และการโอนมูลค่าบนเครือข่าย Blockchain ¹
Stablecoins แตกต่างจาก Cryptocurrency อย่างไร?
แม้ Stablecoins จะจัดเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทหนึ่ง แต่มีบทบาทแตกต่างจาก Cryptocurrency ทั่วไปอย่างชัดเจน Bitcoin และ Ether มักถูกใช้เป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนหรือการเก็งกำไรที่มีราคาผันผวนตามอุปสงค์และอุปทานของตลาด ขณะที่ Stablecoins ให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพของมูลค่า จึงได้รับการนำมาใช้มากขึ้นในด้านการชำระเงิน การบริหารสภาพคล่อง และโครงสร้างพื้นฐานของระบบการเงินดิจิทัล ²
----------------------
ที่มา:
¹ International Monetary Fund (IMF). Understanding Stablecoins. 2025. ² Bank for International Settlements (BIS). Annual Economic Report 2025.
The analysis in this report is based on the REDeFiNE TOMORROW 2026 session Global Stablecoins, Local Markets: The Politics of Market Entry in Asia, featuring Chengyi Ong, Director of APAC Policy & Regulatory Strategy, Circle.





