milkyway 6
milkyway 7
milkyway 8
business
21 กรกฎาคม 2569
ภาษาไทย

ทำไมภูมิภาคเอเชียอาจเป็นผู้กำหนดทิศทางสำคัญของ Stablecoin

2.png

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Stablecoin มักถูกมองว่าเป็นเครื่องมือในตลาดคริปโต ใช้สำหรับการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลหรือพักเงินระหว่างสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง แต่บทบาทของ Stablecoin กำลังเปลี่ยนไป

ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชีย Stablecoin เริ่มถูกพูดถึงในฐานะโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่สามารถช่วยยกระดับการชำระเงิน การโอนเงินข้ามประเทศ การบริหารสภาพคล่อง และในระยะยาว อาจกลายเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของตลาดทุนแบบ Tokenized จึงเกิดประเด็นสำคัญในอุตสาหกรรม คือ จะนำ Stablecoin เข้าไปเชื่อมกับระบบการเงินเดิมอย่างไร เพื่อสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่วัดผลได้จริง

 

จากสินทรัพย์คริปโต สู่โครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน

 

Stablecoin กำลังก้าวออกจากกรอบเดิมของตลาดคริปโต


ข้อมูลจาก Circle ระบุว่า
USDC มีมูลค่าหมุนเวียนมากกว่า 75,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีปริมาณธุรกรรมบนบล็อกเชนประมาณ 21.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในไตรมาสเดียว ตัวเลขนี้สะท้อนว่า Stablecoin กำลังมีบทบาทมากขึ้นในกิจกรรมทางการเงินที่เชื่อมโยงกับโลกจริง ในเอเชีย ผู้ให้บริการด้านการชำระเงินเริ่มใช้ Stablecoin เพื่อลดระยะเวลาการโอนเงินข้ามประเทศ เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารสภาพคล่อง และลดความจำเป็นในการสำรองเงินล่วงหน้าในหลายเขตอำนาจศาล

ในขณะเดียวกันในระดับโลก Stablecoin ยังถูกใช้ในกรณีอื่น ๆ เช่น การจ่ายค่าตอบแทนให้ครีเอเตอร์ และการส่งมอบเงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

Chengyi Ong, Director of APAC Policy & Regulatory Strategy, Circle กล่าวว่า

"จากเดิมที่ Stablecoin ถูกพูดถึงในฐานะ Use Case แห่งอนาคต วันนี้การใช้งานจริงกำลังเกิดขึ้นแล้ว ทั้งด้านการโอนเงิน การชำระราคา การบริหารสภาพคล่อง และการส่งมอบเงินช่วยเหลือ" นั่นทำให้ Stablecoin ถูกประเมินคุณค่าในฐานะโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน มากกว่าจะเป็นเพียงสินทรัพย์เพื่อการเก็งกำไร 

ทำไมอาเซียนจึงมีศักยภาพในการขับเคลื่อน Stablecoin

ภูมิภาคอาเซียนมีปัจจัยหลายประการที่เอื้อต่อการเติบโตของ Stablecoin

1. เศรษฐกิจเชื่อมโยงกันผ่านการค้าข้ามพรมแดน

หลายประเทศในอาเซียนเป็นเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกและเชื่อมโยงกันผ่านห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค แต่การชำระเงินข้ามประเทศยังมีต้นทุนสูง ใช้เวลานาน และต้องพึ่งพาระบบตัวกลางหลายชั้น Stablecoin จึงสามารถเข้ามาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของระบบชำระเงินที่ทำงานได้ต่อเนื่อง ลดข้อจำกัดของเวลาทำการธนาคาร และช่วยให้การเคลื่อนย้ายสภาพคล่องมีประสิทธิภาพมากขึ้น

2. ตลาดการโอนเงินระหว่างประเทศขนาดใหญ่

หลายประเทศในอาเซียนมีแรงงานที่ทำงานในต่างประเทศ และพึ่งพาการโอนเงินกลับบ้านเป็นแหล่งรายได้สำคัญ หาก Stablecoin สามารถช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความเร็วในการโอนเงินได้ ประโยชน์จะเกิดขึ้นกับครัวเรือนโดยตรง นี่จึงไม่ใช่ Use Case ที่ต้องสร้างความต้องการใหม่ แต่เป็นการแก้ปัญหาที่มีอยู่แล้วในระบบการเงินปัจจุบัน

3. ผู้บริโภคพร้อมสำหรับบริการการเงินดิจิทัล

ผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คุ้นเคยกับการใช้ QR Payment กระเป๋าเงินดิจิทัล และ Mobile Banking มาแล้ว เมื่อผสานกับการเข้าถึงสมาร์ตโฟนและอินเทอร์เน็ตในวงกว้าง ทำให้การนำบริการทางการเงินบนบล็อกเชนมาใช้งานจริงมีอุปสรรคน้อยกว่าหลายภูมิภาค 

ปัจจัยเหล่านี้ทำให้อาเซียนกลายเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนานวัตกรรมด้านการชำระเงิน

กฎระเบียบกำลังกลายเป็นข้อได้เปรียบของเอเชีย

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นทั่วทั้งเอเชีย คือ กฎระเบียบไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการสร้างนวัตกรรมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ตลาดเติบโตได้อย่างยั่งยืน

แทนที่จะออกกฎหมายแบบครอบคลุมตั้งแต่ต้น หลายประเทศเลือกใช้ Regulatory Sandbox เพื่อทดลองการใช้งานจริงก่อนกำหนดกรอบกำกับดูแลในระยะยาว ตัวอย่างเช่น

ประเทศ

แนวทางด้านกฎระเบียบ

ญี่ปุ่น

กฎหมายกำกับ Stablecoin

สิงคโปร์

กรอบกำกับ Stablecoin

ฮ่องกง

ระบบใบอนุญาต Stablecoin

ไทย

Enhanced Regulatory Sandbox

มาเลเซีย

Digital Asset Innovation Hub

อินโดนีเซีย

อยู่ระหว่างการพัฒนากรอบกำกับ

ที่มา: SCB 10X เรียบเรียงและวิเคราะห์จาก Session Global Stablecoins, Local Markets: The Politics of Market Entry in Asia ภายในงาน REDeFiNE TOMORROW 2026

สิ่งที่น่าสนใจคือ แต่ละประเทศไม่ได้เดินตามกันแบบตรงตัว แต่กำลังออกแบบแนวทางให้สอดคล้องกับบริบททางเศรษฐกิจของตนเอง


Chengyi Ong, Director of APAC Policy & Regulatory Strategy ของ Circle
อธิบายว่า แนวทางของหลายประเทศในเอเชียสะท้อนความเป็น Pragmatic Approach คือไม่ได้มุ่งสร้างนวัตกรรมเพียงเพื่อเทคโนโลยี แต่ให้ความสำคัญกับการพิสูจน์ว่า Stablecoin สามารถแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจที่วัดผลได้จริงหรือไม่

แนวคิดนี้อาจกลายเป็นข้อได้เปรียบสำคัญของเอเชีย เพราะโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินไม่ได้เติบโตจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเติบโตจากความเชื่อมั่น กฎระเบียบ และการใช้งานจริงที่สร้างผลลัพธ์ได้

Stablecoin สกุลเงินท้องถิ่นอาจเป็นกุญแจสู่ตลาดทุนแบบ Tokenized

วันนี้ Stablecoin ส่วนใหญ่ของโลกยังอ้างอิงกับดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม โครงสร้างตลาดในปัจจุบันอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ไม่ใช่ภาพสุดท้ายของตลาด Stablecoin เมื่อกฎระเบียบมีความชัดเจนมากขึ้น Stablecoin ที่อ้างอิงสกุลเงินท้องถิ่นอาจเริ่มมีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะในฐานะ Settlement Asset สำหรับตลาดทุนแบบ Tokenized

ตัวอย่างการใช้งานที่เป็นไปได้ ได้แก่

  • พันธบัตรรัฐบาลแบบ Tokenized
  • หุ้นกู้ภาคเอกชน
  • การชำระราคาหลักทรัพย์
  • ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา
  • Programmable Securities

บทบาทของ Stablecoin จึงอาจขยายจากการเป็นเครื่องมือชำระเงิน ไปสู่การเป็นชั้นโครงสร้างพื้นฐานของตลาดทุนยุคใหม่

หากสินทรัพย์ทางการเงิน เช่น พันธบัตร หุ้นกู้ หรือหลักทรัพย์ต่าง ๆ ถูกนำขึ้นมาอยู่บนระบบดิจิทัลมากขึ้น ตลาดก็จำเป็นต้องมีสินทรัพย์ที่ใช้ชำระราคาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในบริบทนี้ Stablecoin สกุลเงินท้องถิ่นจึงอาจมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาตลาดทุนในประเทศ และช่วยลดข้อจำกัดของระบบการเงินแบบเดิม

ความท้าทายที่แท้จริงไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือการเชื่อมโยงระหว่างประเทศ 

แม้เทคโนโลยีจะพร้อมมากขึ้น แต่ความท้าทายสำคัญของ Stablecoin ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว Stablecoin จะสร้างคุณค่าได้สูงสุดเมื่อสามารถเคลื่อนย้ายข้ามสถาบันและข้ามประเทศได้อย่างไร้รอยต่อ แต่หากแต่ละประเทศมีกฎเกณฑ์ที่ไม่เชื่อมโยงกัน ความสามารถในการใช้งานข้ามพรมแดนก็อาจถูกจำกัด ซึ่งความท้าทายที่สำคัญ ได้แก่

  • ความแตกต่างของระบบใบอนุญาต
  • มาตรฐานด้าน Compliance
  • กฎควบคุมเงินทุน
  • มาตรฐาน AML/KYC
  • การยอมรับข้ามเขตอำนาจศาล

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความท้าทายของ Stablecoin ไม่ใช่แค่การทำให้เทคโนโลยีทำงานได้ แต่คือการทำให้สถาบัน กฎระเบียบ และมาตรฐานระหว่างประเทศทำงานร่วมกันได้

AI อาจเป็นแรงผลักดันระลอกใหม่ของ Stablecoin 

การเติบโตของ AI กำลังเปิดมิติใหม่ให้กับระบบการชำระเงิน เมื่อ AI Agent เริ่มทำงานแทนมนุษย์ในกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น ระบบการเงินที่รองรับ Agent เหล่านี้จะต้องมีคุณสมบัติที่ต่างจากระบบเดิม

ระบบดังกล่าวต้องสามารถ

  • ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง
  • รองรับธุรกรรมขนาดเล็ก
  • มีต้นทุนต่ำ
  • ตั้งเงื่อนไขการทำงานได้
  • อ่านและใช้งานโดยเครื่องได้
  • ทำงานภายใต้ Guardrails ที่กำหนดไว้

Stablecoin มีคุณสมบัติเหล่านี้โดยธรรมชาติ เพราะเป็นเงินดิจิทัลที่ Internet-native, Programmable และสามารถทำงานร่วมกับกระเป๋าเงินดิจิทัลที่กำหนดสิทธิ์และเงื่อนไขได้

ในอนาคต AI Agent อาจสามารถจ่ายเงินเพื่อเรียกใช้ API ซื้อบริการ Cloud จัดการ Treasury หรือทำธุรกรรมดิจิทัลอื่น ๆ ได้โดยอัตโนมัติ นี่ไม่ได้หมายความว่า Stablecoin จะเข้ามาแทนที่ระบบการเงินเดิมทั้งหมด แต่ Stablecoin อาจทำให้ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลรองรับผู้เข้าร่วมรูปแบบใหม่ได้มากขึ้น รวมถึง AI Agent ที่สามารถทำธุรกรรมได้ด้วยตนเอง

ความสำเร็จต้องวัดจากผลลัพธ์ ไม่ใช่จำนวนผู้ใช้งาน 

สิ่งสำคัญที่สุดของ Stablecoin อาจไม่ใช่จำนวนธุรกรรมหรือจำนวนผู้ใช้งานเพียงอย่างเดียว แต่คือผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง ตัวชี้วัดที่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่

  • ต้นทุนการโอนเงินที่ลดลง
  • การชำระเงินที่รวดเร็วขึ้น
  • การบริหารสภาพคล่องที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ตลาดทุนที่เข้าถึงได้และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ทางเลือกทางการเงินที่ดีขึ้นสำหรับแรงงานข้ามชาติ
  • การเชื่อมต่อทางการเงินระหว่างประเทศที่ดีขึ้น

เทคโนโลยีจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานได้ ก็ต่อเมื่อประโยชน์ของมันสามารถวัดผลได้ในระบบเศรษฐกิจจริง

มุมมองจาก SCB 10X

สิ่งที่น่าจับตาไม่ใช่เพียงจำนวนประเทศในเอเชียที่เริ่มออกกรอบการกำกับดูแล Stablecoins เพิ่มขึ้น แต่คือแนวทางการพัฒนาที่แตกต่างจากหลายภูมิภาคของโลก ภาครัฐและภาคเอกชนไม่ได้มุ่งนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้เพียงเพื่อสร้างนวัตกรรม หากแต่ให้ความสำคัญกับการนำ Stablecoins ไปแก้ไขข้อจำกัดของระบบการเงินเดิม ไม่ว่าจะเป็นการชำระเงิน การโอนเงินข้ามประเทศ หรือการบริหารสภาพคล่องของสถาบันการเงิน

การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนว่า การเติบโตของ Stablecoins ในระยะต่อไปจะไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่จะขึ้นอยู่กับความชัดเจนของกฎระเบียบ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน และความสามารถในการสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ หากแนวโน้มดังกล่าวดำเนินต่อไป Stablecoins มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินยุคใหม่ โดยเข้ามาเสริมประสิทธิภาพของระบบการเงินเดิม มากกว่าที่จะเข้ามาแทนที่ระบบดังกล่าว

สามารถติดตามและรับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://youtu.be/Yga_JqS7te4?si=aIdfbClLnCsVF7XG 

 

Stablecoins คืออะไร?

Stablecoins คือสินทรัพย์ดิจิทัลที่ถูกออกแบบมาเพื่อรักษามูลค่าให้มีความผันผวนต่ำ โดยอ้างอิงกับสินทรัพย์อ้างอิง (Reference Asset) ซึ่งโดยทั่วไปคือสกุลเงิน Fiat เช่น ดอลลาร์สหรัฐ แตกต่างจาก Cryptocurrency อย่าง Bitcoin หรือ Ether ที่ราคาปรับเปลี่ยนตามกลไกตลาด Stablecoins ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็น "เงินดิจิทัล" สำหรับการชำระเงิน การชำระธุรกรรม และการโอนมูลค่าบนเครือข่าย Blockchain ¹

Stablecoins แตกต่างจาก Cryptocurrency อย่างไร?

แม้ Stablecoins จะจัดเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทหนึ่ง แต่มีบทบาทแตกต่างจาก Cryptocurrency ทั่วไปอย่างชัดเจน Bitcoin และ Ether มักถูกใช้เป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนหรือการเก็งกำไรที่มีราคาผันผวนตามอุปสงค์และอุปทานของตลาด ขณะที่ Stablecoins ให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพของมูลค่า จึงได้รับการนำมาใช้มากขึ้นในด้านการชำระเงิน การบริหารสภาพคล่อง และโครงสร้างพื้นฐานของระบบการเงินดิจิทัล ²

----------------------

ที่มา:

¹ International Monetary Fund (IMF). Understanding Stablecoins. 2025. ² Bank for International Settlements (BIS). Annual Economic Report 2025. 

The analysis in this report is based on the REDeFiNE TOMORROW 2026 session Global Stablecoins, Local Markets: The Politics of Market Entry in Asia, featuring Chengyi Ong, Director of APAC Policy & Regulatory Strategy, Circle.

 

Use and Management of Cookies

We use cookies and other similar technologies on our website to enhance your browsing experience. For more information, please visit our Cookies Notice.

Reject
Accept