เมื่อ "เกณฑ์กำกับดูแล" กำลังผันตัวเป็น "โครงสร้างพื้นฐาน" ของสินทรัพย์ดิจิทัล: เผย Roadmap สินทรัพย์ดิจิทัลปี 2026 ของประเทศไทย

สินทรัพย์ดิจิทัลกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ วันนี้ประเด็นสำคัญไม่ใช่ การตั้งคำถามว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนควรเข้ามาอยู่ในโลกการเงินหรือไม่ แต่สิ่งสำคัญกว่าคือ การพัฒนาตลาดการเงินอย่างไรเพื่อรองรับนวัตกรรมนี้ได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน
ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่สะท้อนภาพการเปลี่ยนผ่านนี้ได้อย่างชัดเจน ผ่านแผนยุทธศาสตร์ ที่วางไว้สำหรับปี 2569–2571 ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งมุ่งวางรากฐานทั้งทางกฎหมาย เทคโนโลยี และระบบปฏิบัติการ เพื่อรองรับหลักทรัพย์ดิจิทัล (Tokenized Securities) ผลิตภัณฑ์การลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีภายใต้การกำกับดูแล และโครงสร้างพื้นฐานตลาดดิจิทัลแห่งอนาคต
แทนที่จะมองว่าการกำกับดูแลคือ "อุปสรรค" ของนวัตกรรม ประเทศไทยกลับกำลังผลักดันให้กฎเกณฑ์เหล่านี้เป็น "ตัวเร่ง" ที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กลุ่มสถาบันต่างๆ ในการเข้ามาลงทุน ส่งผลให้เกิดภาพรวมการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่กว่าเรื่องของคริปโต แต่คือการยกระดับและปรับโฉมตลาดทุนยุคใหม่ไปพร้อมกัน
เมื่อการกำกับดูแลกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐาน: ทำไมยุทธศาสตร์สินทรัพย์ดิจิทัลของไทยจึงสำคัญเกินกว่าเรื่องคริปโต
"คำถามในวันนี้ไม่ใช่ว่าเราควรอนุญาตให้มีสินทรัพย์ดิจิทัลหรือไม่ แต่คือจะทำอย่างไรให้สินทรัพย์ดิจิทัลกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานตลาดทุนไทย" — June Lau, APEC Policy and Regulatory Affairs ของ Elliptic
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นวัตกรรมด้านสินทรัพย์ดิจิทัลเติบโตเร็วกว่ากฎระเบียบ บล็อกเชนพัฒนาอย่างรวดเร็ว มีคริปโตเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่แนวคิดเรื่อง Tokenization ถูกมองว่าจะเปลี่ยนโฉมระบบการเงินโลก ส่วนหน่วยงานกำกับดูแลในหลายประเทศยังคงเน้นการจัดการความเสี่ยงหลังจากนวัตกรรมเกิดขึ้นแล้ว แต่วันนี้ ความสัมพันธ์ดังกล่าวกำลังเปลี่ยนไป
แรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมไม่ได้มาจากบริษัทเทคโนโลยีเพียงฝ่ายเดียว แต่เกิดจากความร่วมมือระหว่างหน่วยงานกำกับดูแล ผู้กำหนดนโยบาย สถาบันการเงิน และผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตลาดทุน
ในงาน REDeFiNE TOMORROW 2026 คุณนภนวลพรรณ ภวสันต์ Assistant Secretary-General and Head of Capital Market Infrastructure Center ของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้นำเสนอวิสัยทัศน์ พร้อมอธิบายถึงแนวทางแผนยุทธศาสตร์ ซึ่งไม่ได้มุ่งพัฒนาเฉพาะสินทรัพย์ดิจิทัล แต่ครอบคลุมการวางรากฐานสำหรับหลักทรัพย์ดิจิทัล การทำ Tokenization ผลิตภัณฑ์การลงทุนคริปโต และโครงสร้างพื้นฐานของตลาดทุนในระยะยาว
สินทรัพย์ดิจิทัลกำลังกลายเป็นโจทย์ของตลาดทุน
หนึ่งในประเด็นสำคัญจากการสนทนาคือ คำถามของอุตสาหกรรมได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เมื่อไม่กี่ปีก่อน ประเด็นหลักยังเป็นเรื่องว่า "สินทรัพย์ดิจิทัลควรถูกกำกับดูแลหรือไม่" แต่วันนี้ คำถามได้เปลี่ยนเป็น
- หลักทรัพย์ที่ถูก Tokenize ควรถูกออกและโอนกรรมสิทธิ์อย่างไร
- Stablecoin จะช่วยให้การชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์แบบเรียลไทม์ได้อย่างไร
- จะกำหนดสถานะทางกฎหมายของการถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างไร
- ผลิตภัณฑ์การลงทุนคริปโทควรอยู่ในพอร์ตการลงทุนแบบดั้งเดิมในรูปแบบใด
- ตลาดต้องมีโครงสร้างพื้นฐานแบบไหนเพื่อให้สถาบันการเงินเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างมั่นใจ
คำถามเหล่านี้ไม่ใช่คำถามที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีบล็อกเชนอีกต่อไป แต่เป็นคำถามของ "ตลาดทุน"
คุณ June Lau, APEC Policy and Regulatory Affairs ของ Elliptic กล่าวไว้ว่า
"เมื่อไม่กี่ปีก่อน เวทีเสวนาเรื่องสินทรัพย์ดิจิทัลอาจเป็นเพียงหัวข้อเฉพาะกลุ่ม แต่วันนี้กลับกลายเป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์ตลาดทุน การออกแบบผลิตภัณฑ์สำหรับสถาบัน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ"
กฎระเบียบกำลังกลายเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตของตลาด
ในอดีต กฎระเบียบมักถูกมองว่าเป็นเครื่องมือควบคุมความเสี่ยงหลังจากตลาดเกิดขึ้นแล้ว แต่แนวทางของประเทศไทยสะท้อนมุมมองที่แตกต่างออกไป แทนที่จะรอให้นวัตกรรมเติบโตแล้วจึงค่อยออกกฎ ก.ล.ต. กำลังสร้าง "สถาปัตยกรรมด้านกฎระเบียบ" (Regulatory Architecture) เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดในระยะยาว โดยแผนยุทธศาสตร์ของไทย มุ่งเน้น 5 ด้านที่สำคัญ ได้แก่
|
ระบบนิเวศหลักทรัพย์ดิจิทัล |
ขยายตลาดหลักทรัพย์ที่ถูก Tokenize และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง |
|
การทำ Tokenization ของสินทรัพย์จริง (RWA) |
สนับสนุนการนำสินทรัพย์หลากหลายประเภทเข้าสู่ระบบดิจิทัล |
|
ผลิตภัณฑ์การลงทุนคริปโต |
พัฒนากรอบสำหรับ Crypto ETF และอนุพันธ์ภายใต้การกำกับดูแล |
|
การกำกับดูแลด้วยเทคโนโลยี |
ใช้ Data Analytics และ AI ตรวจจับการทุจริตและการปั่นตลาด |
|
ความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน |
ยกระดับการป้องกันอาชญากรรมไซเบอร์และคุ้มครองผู้ลงทุน |
วิเคราะห์และเรียบเรียงจากการบรรยายใน Session "When Digital Assets Become an Asset Class: ETFs, Tokenization, and the Future of Capital Markets", ภายในงาน REDeFiNE TOMORROW 2026.
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า กฎระเบียบไม่ได้มีหน้าที่เพียงสร้างการปฏิบัติตามข้อกำหนด แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลสามารถเติบโตได้
Tokenization กำลังก้าวข้ามช่วงของการออกสินทรัพย์
บทสนทนาเรื่อง Tokenization ก็เปลี่ยนแปลงเช่นกัน หลายปีที่ผ่านมา ความสำเร็จถูกวัดจากการนำสินทรัพย์ขึ้นสู่บล็อกเชน แต่วันนี้ ความท้าทายที่สำคัญกว่า คือการทำให้สินทรัพย์เหล่านั้นสามารถใช้งานได้จริงภายในระบบการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขาย การชำระราคา การใช้เป็นหลักประกัน หรือการเชื่อมต่อกับโครงสร้างพื้นฐานของตลาดทุนเดิม
เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านนี้ ก.ล.ต. ได้จัดตั้ง Center for Digital Securities Ecosystem หรือ DSE เพื่อผลักดันมาตรฐานและการพัฒนาระบบนิเวศของหลักทรัพย์ดิจิทัล พร้อมเปิด Regulatory Sandbox ให้ผู้ประกอบการทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่ก่อนนำออกสู่ตลาดจริง
คุณนภนวลพรรณ ภวสันต์ Assistant Secretary-General and Head of Capital Market Infrastructure Center ของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการในตลาดทุนจำนวน 6 ราย ที่กำลังศึกษาการออกกองทุนรวมและหุ้นกู้ในรูปแบบ Tokenized ภายใต้กรอบการกำกับดูแลของ ก.ล.ต.
ขณะเดียวกัน ยังมีการผลักดันการแก้ไขกฎหมายหลักทรัพย์ เพื่อให้หลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์และหลักทรัพย์แบบ Tokenized ได้รับการรับรองทางกฎหมายอย่างชัดเจน ทั้งในด้านการออก การโอน และการใช้เป็นหลักประกัน แม้จะเป็นรายละเอียดเชิงกฎหมาย แต่สิ่งเหล่านี้คือความแตกต่างระหว่างสินทรัพย์ที่ "อยู่บนบล็อกเชน" กับสินทรัพย์ที่สามารถทำงานได้จริงในระบบตลาดทุน
เงินทุนจริงกำลังเริ่มไหลเข้าสู่ระบบ On-chain
สัญญาณที่สะท้อนการเติบโตของตลาดอาจไม่ใช่จำนวนโปรเจกต์บล็อกเชนที่เกิดขึ้นใหม่ แต่คือปริมาณเงินทุนที่เริ่มไหลผ่านโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล ประเทศไทยได้อนุมัติการระดมทุนผ่าน Investment Token ในหลายประเภท เช่น
- อสังหาริมทรัพย์
- โครงการภาพยนตร์
- โครงการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน
การระดมทุนทั้งหมดมีมูลค่ารวมกว่า 263 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนว่า Tokenization ภายใต้กฎเกณฑ์กำลังเริ่มสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริง มากกว่าการเก็งกำไรเพียงอย่างเดียว
Tokenization จึงไม่ได้สร้างสินทรัพย์รูปแบบใหม่ แต่กำลังสร้างวิธีใหม่ในการระดมทุน กระจายการลงทุน และบริหารสินทรัพย์เดิมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
คริปโตกำลังถูกมองเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุน
อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญ คือมุมมองของหน่วยงานกำกับดูแลที่มีต่อคริปโตเคอร์เรนซี โดย ก.ล.ต. มองว่าคริปโตสามารถเป็น "สินทรัพย์เพื่อการลงทุน" ได้ หากผู้ลงทุนเข้าใจความเสี่ยงและมีการกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม
คุณนภนวลพรรณ ภวสันต์ Assistant Secretary-General and Head of Capital Market Infrastructure Center ของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า
"ก.ล.ต. มองว่าคริปโตเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนประเภทหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ผู้ลงทุนควรกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม"
ปัจจุบัน ก.ล.ต. แนะนำให้คริปโตมีสัดส่วนประมาณ 5% ของพอร์ตการลงทุน เพื่อสะท้อนทั้งโอกาสและความเสี่ยงของสินทรัพย์ประเภทนี้
ในเวลาเดียวกัน ก.ล.ต. ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อกรอบการกำกับดูแล Crypto ETF และ Crypto Derivatives แล้ว และคาดหวังว่าจะได้เห็น Crypto ETF ตัวแรกของประเทศไทยภายในปี 2569 ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะช่วยเพิ่มทางเลือกให้ทั้งนักลงทุนรายย่อยและสถาบันสามารถเข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านช่องทางที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล
สิ่งที่สถาบันการเงินต้องการมากที่สุดคือ "ความเชื่อมั่น"
เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้างตลาดสำหรับสถาบันได้ สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ "ความเชื่อมั่น” ตลอดการเสวนา ประเด็นการคุ้มครองผู้ลงทุนถูกยกขึ้นควบคู่กับการส่งเสริมนวัตกรรม ไม่ว่าจะเป็น
- การกำกับดูแลตลาดด้วย AI
- ระบบตรวจจับการทุจริต
- การยกระดับมาตรฐาน AML และ CFT
- การทำ Customer Due Diligence
- การบังคับใช้ Travel Rule
- ความร่วมมือด้านการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์
- การทำงานร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงาน ปปง. และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
แม้ประเด็นเหล่านี้จะไม่ได้รับความสนใจเท่าการเปิดตัวโทเคนหรือผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ แต่กลับเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดว่าสถาบันการเงินจะนำเงินทุนเข้าสู่ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลมากเพียงใด
คุณนภนวลพรรณ ภวสันต์ Assistant Secretary-General and Head of Capital Market Infrastructure Center ของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวสรุปไว้ว่า
"สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความเชื่อมั่นและความโปร่งใส ทั้งในตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล"
มุมมองจาก SCB 10X
แผนยุทธศาสตร์ของประเทศไทยสะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก อนาคตของสินทรัพย์ดิจิทัลจะไม่ได้ถูกกำหนดด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุด หรือความเร็วในการออกโทเคนเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละประเทศสามารถสร้างโครงสร้างพื้นฐานของตลาดที่ครบถ้วนได้มากเพียงใด ตั้งแต่กฎหมายที่ชัดเจน มาตรฐานที่เชื่อมต่อกันได้ ระบบชำระราคาที่มีประสิทธิภาพ การคุ้มครองผู้ลงทุน และความเชื่อมั่นจากสถาบันการเงิน
ประเทศที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในยุคสินทรัพย์ดิจิทัล อาจไม่ใช่ประเทศที่เคลื่อนไหวเร็วที่สุด แต่คือประเทศที่สามารถสร้าง "ตลาด" ที่สถาบันพร้อมเข้ามาใช้งานได้อย่างมั่นใจ และนี่คือเหตุผลที่แผนยุธศาสตร์ของประเทศไทยมีความสำคัญมากกว่าการพัฒนาภายในประเทศ เพราะสะท้อนให้เห็นว่า การเติบโตของสินทรัพย์ดิจิทัลในระยะต่อไป จะถูกขับเคลื่อนด้วยคุณภาพของกฎระเบียบและโครงสร้างพื้นฐานของตลาด ไม่ใช่ด้วยนวัตกรรมเพียงอย่างเดียว
รับชมเพิ่มเติมที่ When Digital Assets Become an Asset Class: ETFs, Tokenization and the Future of Capital Markets
ที่มา:
วิเคราะห์และเรียบเรียงจากการบรรยายใน Session "When Digital Assets Become an Asset Class: ETFs, Tokenization, and the Future of Capital Markets", ภายในงาน REDeFiNE TOMORROW 2026.
