เมื่อ "เกณฑ์กำกับดูแล" กำลังผันตัวเป็น "โครงสร้างพื้นฐาน" ของสินทรัพย์ดิจิทัล: เผย Roadmap สินทรัพย์ดิจิทัลปี 2026 ของประเทศไทย

4 ส.ค. 2026
business
6.png


สินทรัพย์ดิจิทัลกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ วันนี้ประเด็นสำคัญไม่ใช่ การตั้งคำถามว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนควรเข้ามาอยู่ในโลกการเงินหรือไม่ แต่สิ่งสำคัญกว่าคือ
การพัฒนาตลาดการเงินอย่างไรเพื่อรองรับนวัตกรรมนี้ได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน

ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่สะท้อนภาพการเปลี่ยนผ่านนี้ได้อย่างชัดเจน ผ่านแผนยุทธศาสตร์ ที่วางไว้สำหรับปี 2569–2571 ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งมุ่งวางรากฐานทั้งทางกฎหมาย เทคโนโลยี และระบบปฏิบัติการ เพื่อรองรับหลักทรัพย์ดิจิทัล (Tokenized Securities) ผลิตภัณฑ์การลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีภายใต้การกำกับดูแล และโครงสร้างพื้นฐานตลาดดิจิทัลแห่งอนาคต

แทนที่จะมองว่าการกำกับดูแลคือ "อุปสรรค" ของนวัตกรรม ประเทศไทยกลับกำลังผลักดันให้กฎเกณฑ์เหล่านี้เป็น "ตัวเร่ง" ที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กลุ่มสถาบันต่างๆ ในการเข้ามาลงทุน ส่งผลให้เกิดภาพรวมการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่กว่าเรื่องของคริปโต แต่คือการยกระดับและปรับโฉมตลาดทุนยุคใหม่ไปพร้อมกัน

เมื่อการกำกับดูแลกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐาน: ทำไมยุทธศาสตร์สินทรัพย์ดิจิทัลของไทยจึงสำคัญเกินกว่าเรื่องคริปโต

"คำถามในวันนี้ไม่ใช่ว่าเราควรอนุญาตให้มีสินทรัพย์ดิจิทัลหรือไม่ แต่คือจะทำอย่างไรให้สินทรัพย์ดิจิทัลกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานตลาดทุนไทย" June Lau, APEC Policy and Regulatory Affairs ของ Elliptic

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นวัตกรรมด้านสินทรัพย์ดิจิทัลเติบโตเร็วกว่ากฎระเบียบ บล็อกเชนพัฒนาอย่างรวดเร็ว มีคริปโตเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่แนวคิดเรื่อง Tokenization ถูกมองว่าจะเปลี่ยนโฉมระบบการเงินโลก ส่วนหน่วยงานกำกับดูแลในหลายประเทศยังคงเน้นการจัดการความเสี่ยงหลังจากนวัตกรรมเกิดขึ้นแล้ว แต่วันนี้ ความสัมพันธ์ดังกล่าวกำลังเปลี่ยนไป

แรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมไม่ได้มาจากบริษัทเทคโนโลยีเพียงฝ่ายเดียว แต่เกิดจากความร่วมมือระหว่างหน่วยงานกำกับดูแล ผู้กำหนดนโยบาย สถาบันการเงิน และผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตลาดทุน 

ในงาน REDeFiNE TOMORROW 2026 คุณนภนวลพรรณ ภวสันต์ Assistant Secretary-General and Head of Capital Market Infrastructure Center ของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้นำเสนอวิสัยทัศน์ พร้อมอธิบายถึงแนวทางแผนยุทธศาสตร์ ซึ่งไม่ได้มุ่งพัฒนาเฉพาะสินทรัพย์ดิจิทัล แต่ครอบคลุมการวางรากฐานสำหรับหลักทรัพย์ดิจิทัล การทำ Tokenization ผลิตภัณฑ์การลงทุนคริปโต และโครงสร้างพื้นฐานของตลาดทุนในระยะยาว

สินทรัพย์ดิจิทัลกำลังกลายเป็นโจทย์ของตลาดทุน

หนึ่งในประเด็นสำคัญจากการสนทนาคือ คำถามของอุตสาหกรรมได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เมื่อไม่กี่ปีก่อน ประเด็นหลักยังเป็นเรื่องว่า "สินทรัพย์ดิจิทัลควรถูกกำกับดูแลหรือไม่" แต่วันนี้ คำถามได้เปลี่ยนเป็น

  • หลักทรัพย์ที่ถูก Tokenize ควรถูกออกและโอนกรรมสิทธิ์อย่างไร
  • Stablecoin จะช่วยให้การชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์แบบเรียลไทม์ได้อย่างไร
  • จะกำหนดสถานะทางกฎหมายของการถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างไร
  • ผลิตภัณฑ์การลงทุนคริปโทควรอยู่ในพอร์ตการลงทุนแบบดั้งเดิมในรูปแบบใด
  • ตลาดต้องมีโครงสร้างพื้นฐานแบบไหนเพื่อให้สถาบันการเงินเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างมั่นใจ

คำถามเหล่านี้ไม่ใช่คำถามที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีบล็อกเชนอีกต่อไป แต่เป็นคำถามของ "ตลาดทุน"

คุณ June Lau, APEC Policy and Regulatory Affairs ของ Elliptic กล่าวไว้ว่า

"เมื่อไม่กี่ปีก่อน เวทีเสวนาเรื่องสินทรัพย์ดิจิทัลอาจเป็นเพียงหัวข้อเฉพาะกลุ่ม แต่วันนี้กลับกลายเป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์ตลาดทุน การออกแบบผลิตภัณฑ์สำหรับสถาบัน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ"

กฎระเบียบกำลังกลายเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตของตลาด

ในอดีต กฎระเบียบมักถูกมองว่าเป็นเครื่องมือควบคุมความเสี่ยงหลังจากตลาดเกิดขึ้นแล้ว แต่แนวทางของประเทศไทยสะท้อนมุมมองที่แตกต่างออกไป แทนที่จะรอให้นวัตกรรมเติบโตแล้วจึงค่อยออกกฎ ก.ล.ต. กำลังสร้าง "สถาปัตยกรรมด้านกฎระเบียบ" (Regulatory Architecture) เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดในระยะยาว โดยแผนยุทธศาสตร์ของไทย มุ่งเน้น 5 ด้านที่สำคัญ ได้แก่

ระบบนิเวศหลักทรัพย์ดิจิทัล

ขยายตลาดหลักทรัพย์ที่ถูก Tokenize และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง

การทำ Tokenization ของสินทรัพย์จริง (RWA)

สนับสนุนการนำสินทรัพย์หลากหลายประเภทเข้าสู่ระบบดิจิทัล

ผลิตภัณฑ์การลงทุนคริปโต

พัฒนากรอบสำหรับ Crypto ETF และอนุพันธ์ภายใต้การกำกับดูแล

การกำกับดูแลด้วยเทคโนโลยี

ใช้ Data Analytics และ AI ตรวจจับการทุจริตและการปั่นตลาด

ความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน

ยกระดับการป้องกันอาชญากรรมไซเบอร์และคุ้มครองผู้ลงทุน

วิเคราะห์และเรียบเรียงจากการบรรยายใน Session "When Digital Assets Become an Asset Class: ETFs, Tokenization, and the Future of Capital Markets", ภายในงาน REDeFiNE TOMORROW 2026

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า กฎระเบียบไม่ได้มีหน้าที่เพียงสร้างการปฏิบัติตามข้อกำหนด แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลสามารถเติบโตได้

Tokenization กำลังก้าวข้ามช่วงของการออกสินทรัพย์

บทสนทนาเรื่อง Tokenization ก็เปลี่ยนแปลงเช่นกัน หลายปีที่ผ่านมา ความสำเร็จถูกวัดจากการนำสินทรัพย์ขึ้นสู่บล็อกเชน แต่วันนี้ ความท้าทายที่สำคัญกว่า คือการทำให้สินทรัพย์เหล่านั้นสามารถใช้งานได้จริงภายในระบบการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขาย การชำระราคา การใช้เป็นหลักประกัน หรือการเชื่อมต่อกับโครงสร้างพื้นฐานของตลาดทุนเดิม

เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านนี้ ก.ล.ต. ได้จัดตั้ง Center for Digital Securities Ecosystem หรือ DSE เพื่อผลักดันมาตรฐานและการพัฒนาระบบนิเวศของหลักทรัพย์ดิจิทัล พร้อมเปิด Regulatory Sandbox ให้ผู้ประกอบการทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่ก่อนนำออกสู่ตลาดจริง

คุณนภนวลพรรณ ภวสันต์ Assistant Secretary-General and Head of Capital Market Infrastructure Center ของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการในตลาดทุนจำนวน 6 ราย ที่กำลังศึกษาการออกกองทุนรวมและหุ้นกู้ในรูปแบบ Tokenized ภายใต้กรอบการกำกับดูแลของ ก.ล.ต. 

ขณะเดียวกัน ยังมีการผลักดันการแก้ไขกฎหมายหลักทรัพย์ เพื่อให้หลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์และหลักทรัพย์แบบ Tokenized ได้รับการรับรองทางกฎหมายอย่างชัดเจน ทั้งในด้านการออก การโอน และการใช้เป็นหลักประกัน แม้จะเป็นรายละเอียดเชิงกฎหมาย แต่สิ่งเหล่านี้คือความแตกต่างระหว่างสินทรัพย์ที่ "อยู่บนบล็อกเชน" กับสินทรัพย์ที่สามารถทำงานได้จริงในระบบตลาดทุน

เงินทุนจริงกำลังเริ่มไหลเข้าสู่ระบบ On-chain

สัญญาณที่สะท้อนการเติบโตของตลาดอาจไม่ใช่จำนวนโปรเจกต์บล็อกเชนที่เกิดขึ้นใหม่ แต่คือปริมาณเงินทุนที่เริ่มไหลผ่านโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล ประเทศไทยได้อนุมัติการระดมทุนผ่าน Investment Token ในหลายประเภท เช่น

  • อสังหาริมทรัพย์
  • โครงการภาพยนตร์
  • โครงการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน

การระดมทุนทั้งหมดมีมูลค่ารวมกว่า 263 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนว่า Tokenization ภายใต้กฎเกณฑ์กำลังเริ่มสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริง มากกว่าการเก็งกำไรเพียงอย่างเดียว

Tokenization จึงไม่ได้สร้างสินทรัพย์รูปแบบใหม่ แต่กำลังสร้างวิธีใหม่ในการระดมทุน กระจายการลงทุน และบริหารสินทรัพย์เดิมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

คริปโตกำลังถูกมองเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุน

อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญ คือมุมมองของหน่วยงานกำกับดูแลที่มีต่อคริปโตเคอร์เรนซี โดย ก.ล.ต. มองว่าคริปโตสามารถเป็น "สินทรัพย์เพื่อการลงทุน" ได้ หากผู้ลงทุนเข้าใจความเสี่ยงและมีการกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม

คุณนภนวลพรรณ ภวสันต์ Assistant Secretary-General and Head of Capital Market Infrastructure Center ของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)  กล่าวว่า 

"ก.ล.ต. มองว่าคริปโตเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนประเภทหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ผู้ลงทุนควรกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม"

ปัจจุบัน ก.ล.ต. แนะนำให้คริปโตมีสัดส่วนประมาณ 5% ของพอร์ตการลงทุน เพื่อสะท้อนทั้งโอกาสและความเสี่ยงของสินทรัพย์ประเภทนี้

ในเวลาเดียวกัน ก.ล.ต. ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อกรอบการกำกับดูแล Crypto ETF และ Crypto Derivatives แล้ว และคาดหวังว่าจะได้เห็น Crypto ETF ตัวแรกของประเทศไทยภายในปี 2569 ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะช่วยเพิ่มทางเลือกให้ทั้งนักลงทุนรายย่อยและสถาบันสามารถเข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านช่องทางที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล

สิ่งที่สถาบันการเงินต้องการมากที่สุดคือ "ความเชื่อมั่น"

เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้างตลาดสำหรับสถาบันได้ สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ "ความเชื่อมั่น” ตลอดการเสวนา ประเด็นการคุ้มครองผู้ลงทุนถูกยกขึ้นควบคู่กับการส่งเสริมนวัตกรรม ไม่ว่าจะเป็น

  • การกำกับดูแลตลาดด้วย AI
  • ระบบตรวจจับการทุจริต
  • การยกระดับมาตรฐาน AML และ CFT
  • การทำ Customer Due Diligence
  • การบังคับใช้ Travel Rule
  • ความร่วมมือด้านการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์
  • การทำงานร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงาน ปปง. และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

แม้ประเด็นเหล่านี้จะไม่ได้รับความสนใจเท่าการเปิดตัวโทเคนหรือผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ แต่กลับเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดว่าสถาบันการเงินจะนำเงินทุนเข้าสู่ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลมากเพียงใด

คุณนภนวลพรรณ ภวสันต์ Assistant Secretary-General and Head of Capital Market Infrastructure Center ของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวสรุปไว้ว่า

"สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความเชื่อมั่นและความโปร่งใส ทั้งในตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล"

มุมมองจาก SCB 10X

แผนยุทธศาสตร์ของประเทศไทยสะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก อนาคตของสินทรัพย์ดิจิทัลจะไม่ได้ถูกกำหนดด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุด หรือความเร็วในการออกโทเคนเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละประเทศสามารถสร้างโครงสร้างพื้นฐานของตลาดที่ครบถ้วนได้มากเพียงใด ตั้งแต่กฎหมายที่ชัดเจน มาตรฐานที่เชื่อมต่อกันได้ ระบบชำระราคาที่มีประสิทธิภาพ การคุ้มครองผู้ลงทุน และความเชื่อมั่นจากสถาบันการเงิน

ประเทศที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในยุคสินทรัพย์ดิจิทัล อาจไม่ใช่ประเทศที่เคลื่อนไหวเร็วที่สุด แต่คือประเทศที่สามารถสร้าง "ตลาด" ที่สถาบันพร้อมเข้ามาใช้งานได้อย่างมั่นใจ และนี่คือเหตุผลที่แผนยุธศาสตร์ของประเทศไทยมีความสำคัญมากกว่าการพัฒนาภายในประเทศ เพราะสะท้อนให้เห็นว่า การเติบโตของสินทรัพย์ดิจิทัลในระยะต่อไป จะถูกขับเคลื่อนด้วยคุณภาพของกฎระเบียบและโครงสร้างพื้นฐานของตลาด ไม่ใช่ด้วยนวัตกรรมเพียงอย่างเดียว

รับชมเพิ่มเติมที่ When Digital Assets Become an Asset Class: ETFs, Tokenization and the Future of Capital Markets


ที่มา: 

วิเคราะห์และเรียบเรียงจากการบรรยายใน Session "When Digital Assets Become an Asset Class: ETFs, Tokenization, and the Future of Capital Markets", ภายในงาน REDeFiNE TOMORROW 2026.

Use and Management of Cookies

We use cookies and other similar technologies on our website to enhance your browsing experience. For more information, please visit our Cookies Notice.

Preferences
Accept

COOKIE SETTINGS

Necessary Cookies

Essential for the website to function properly and cannot be disabled.

Performance Cookies

Help us understand how users interact with the website to improve performance.

Marketing Cookies

Used to deliver relevant advertisements and track marketing effectiveness.