จับกระแสการเติบโตของ Stablecoin พลังขับเคลื่อนของระบบการเงินยุคดิจิทัล สรุปเนื้อหาจากงาน REDeFiNE TOMORROW 2025

Stablecoin กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในระบบการเงินระดับโลก และมีบทบาทในการขับเคลื่อนการชำระเงินดิจิทัล โดยในงาน REDeFiNE TOMORROW 2025 ได้เผยข้อมูลสำคัญจากเหล่าผู้นำในวงการ เช่น Fireblocks, M0, Ripple และ Chainalysis ที่แสดงให้เห็นว่าการเติบโตของ Stablecoin นั้นขับเคลื่อนโดยโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมใช้งานจริง การนำไปใช้อย่างแพร่หลาย และกฎระเบียบที่ชัดเจนขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตของ Stablecoin:
1. ตลาด Stablecoin เติบโตจากพันล้าน สู่ระดับล้านล้าน
Jonathan Levin จาก Chainalysis เปิดเผยว่าตลาด Stablecoin ปัจจุบันมีมูลค่าหมุนเวียนเกิน 250,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สะท้อนถึงความต้องการมหาศาลในการเข้าถึงเงินดอลลาร์ดิจิทัลผ่านบล็อกเชน ขณะที่ Fireblocks รายงานปริมาณธุรกรรมผ่านระบบในไตรมาสแรกของปี 2025 สูงถึงกว่า 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในสิ้นปี
2. ก้าวสู่การชำระเงินข้ามประเทศเต็มรูปแบบ
Diogo Monica จาก Anchorage กล่าวว่า Stablecoin ได้กลายเป็น “ระบบการเงินใหม่” ที่จะปฏิวัติการโอนเงินข้ามประเทศ ขณะที่ Fiona Murray จาก Ripple ยืนยันถึงความสำเร็จของ RLUSD ซึ่งเป็น Stablecoin ของ Ripple ที่มีมูลค่าตลาดทะลุ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และถูกลิสต์บนแพลตฟอร์มซื้อขายระดับโลก เช่น Kraken และ Gemini แล้ว
3. โครงสร้างพื้นฐานเตรียมพร้อมรองรับการใช้งานจริง
Fireblocks จับมือกับบริษัทระดับโลก เช่น Visa, Checkout และ Stripe (ผ่าน Zero Hash) เพื่อสนับสนุนการชำระเงินข้ามประเทศด้วย Stablecoin ขณะเดียวกัน M0 ได้ออกดิจิทัลดอลลาร์มูลค่ากว่า 250-270 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในเวลาเพียง 6 เดือน และยังร่วมมือกับพันธมิตรอีกกว่า 30 ราย ในระบบนิเวศอย่าง Hyperliquid และผู้ออกบัตร Cast
4. กฎระเบียบที่ชัดเจนเสริมความเชื่อมั่น
กฎระเบียบด้าน Stablecoin ในช่วง 6-12 เดือนที่ผ่านมามีแนวโน้มดีขึ้นมาก Luca Prosperi จาก M0 กล่าวว่า “บรรยากาศด้านกฎระเบียบดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด” โดยเฉพาะในยุโรปผ่านกรอบ MiCA และในอ่าวเปอร์เซียผ่าน ADGM ที่ Jonathan Levin กล่าวว่ามีความชัดเจนมากขึ้น ช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน
5. แนวโน้มการใช้งานที่ง่ายและปลอดภัยมากขึ้น
Diogo Monica คาดการณ์ว่าเร็วๆ นี้ Stablecoin จะติดอันดับผู้ถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ รายใหญ่ที่สุด 10 อันดับแรก ขณะที่ Griffin Dunaif มองว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า ธุรกรรมด้วย Stablecoin อาจเริ่มต้นด้วยการสแกนใบหน้าบนสมาร์ทโฟน ซึ่งจะนำไปสู่ยุคใหม่ของแอปพลิเคชันทางการเงิน (Money Apps) ที่ใช้ Stablecoin เป็นพื้นฐาน แอปพลิเคชันเหล่านี้จะช่วยลดข้อจำกัดด้านเวลาการทำธุรกรรม ต้นทุนที่ต่ำลง เพิ่มความสะดวกสบายและความปลอดภัยให้กับผู้ใช้
สรุป
Stablecoin กำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของระบบการเงินโลกดิจิทัล ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่เป็นระบบโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่พร้อมใช้งานแล้วในปัจจุบัน โดยมีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำธุรกรรมทางการเงินในทุกระดับ ตั้งแต่การชำระเงินรายวันไปจนถึงการลงทุนระดับสถาบัน





