Stablecoins ในโครงสร้างพื้นฐานของธนาคาร: โมเดลสำหรับระบบการเงินตลอด 24 ชั่วโมง
Stablecoins กำลังเปลี่ยนบทบาทจากการชำระเงิน ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบการเงิน
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Stablecoins มักถูกกล่าวถึงในฐานะเครื่องมือที่ช่วยให้การโอนเงินรวดเร็วขึ้น ลดต้นทุน และสามารถทำธุรกรรมได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่ในปัจจุบัน บทบาทของ Stablecoins กำลังขยายออกไปไกลกว่านั้น
สถาบันการเงินทั่วโลกเริ่มมอง Stablecoins ในฐานะองค์ประกอบสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน ที่สามารถเชื่อมโยงการบริหารสภาพคล่อง ระบบ Treasury การปฏิบัติตามกฎระเบียบ ตลอดจนระบบ Core Banking เข้าด้วยกัน
คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า Stablecoins สามารถโอนเงินได้เร็วเพียงใด แต่คือ ธนาคารจะออกแบบโมเดลการดำเนินงานอย่างไร เพื่อรองรับระบบการเงินที่ทำงานได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง
รายงานฉบับนี้นำเสนอ 5 ประเด็นสำคัญที่กำลังเปลี่ยนบทบาทของ Stablecoins ภายในสถาบันการเงิน ตั้งแต่เศรษฐศาสตร์ของสภาพคล่อง สถาปัตยกรรมของ Digital Money ความพร้อมขององค์กร ไปจนถึงผลกระทบจากกฎระเบียบและการแข่งขันในอุตสาหกรรม
ประเด็นสำคัญ
- คุณค่าที่แท้จริงของ Stablecoins กำลังเปลี่ยนจาก "ความเร็วในการชำระเงิน" ไปสู่ "การเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารสภาพคล่อง"
- Stablecoins และ Tokenized Deposits มีแนวโน้มที่จะทำหน้าที่แตกต่างกัน และจะอยู่ร่วมกันภายในโครงสร้างพื้นฐานของธนาคาร
- การมี Wallet ที่ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ได้หมายความว่าธนาคารจะสามารถดำเนินงานได้ตลอด 24 ชั่วโมงทันที
- Treasury, Compliance, Operations และ Core Banking ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของการนำ Stablecoins ไปใช้งานจริง
- ความชัดเจนด้านกฎระเบียบและการแข่งขันจาก FinTech กำลังเร่งให้ธนาคารต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ Digital Assets
- การใช้งานในระดับสถาบันจะเกิดขึ้นอย่างแท้จริง เมื่อ Stablecoins กลายเป็นส่วนหนึ่งของบริการเงินฝากองค์กร การบริหาร Treasury การจ่ายเงิน และการชำระเงินระหว่างธนาคาร
1. Stablecoins กำลังเปลี่ยนเศรษฐศาสตร์ของการบริหารสภาพคล่อง
ในระบบการเงินแบบดั้งเดิม การชำระเงินระหว่างประเทศอาศัยเครือข่าย Correspondent Banking ซึ่งต้องมีการกันเงินล่วงหน้า (Pre-funded Liquidity) ไว้ในหลายประเทศ เพื่อรองรับการโอนเงินระหว่างสถาบันการเงิน
เงินจำนวนดังกล่าวอาจถูกพักไว้เป็นเวลา 1–3 วัน (T+1 ถึง T+3) ก่อนที่ธุรกรรมจะเสร็จสมบูรณ์ ส่งผลให้เงินทุนไม่สามารถนำไปสร้างผลตอบแทนหรือใช้ประโยชน์ในกิจกรรมอื่นได้ Stablecoins มีศักยภาพในการลดความจำเป็นของการกันเงินล่วงหน้า และช่วยให้สถาบันการเงินสามารถถือสภาพคล่องไว้ใกล้ช่วงเวลาที่ต้องใช้เงินจริงมากขึ้น (Just-in-Time Liquidity)
การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้ทำให้การชำระเงินเร็วขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐศาสตร์ของธุรกรรมทั้งหมด สำหรับองค์กร การลดเงินที่ต้องกันไว้ล่วงหน้าช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเงินทุนหมุนเวียน
สำหรับธนาคาร การชำระเงินโดยตรงมากขึ้นช่วยลดการพึ่งพา Correspondent Banks พร้อมรักษารายได้จากธุรกิจ Transaction Banking ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม รายได้จาก Treasury หรือส่วนต่างดอกเบี้ย (Net Interest Margin: NIM)
ประเด็นนี้ยิ่งมีความสำคัญต่อธนาคารระดับภูมิภาค ซึ่งมักต้องพึ่งพา Correspondent Banking มากกว่าธนาคารขนาดใหญ่ที่มีเครือข่ายสาขาทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม การชำระเงินที่เร็วขึ้นไม่ได้หมายถึงต้นทุนที่ลดลงเสมอไป เพราะธนาคารยังต้องบริหารสภาพคล่อง การปฏิบัติตามกฎระเบียบ การแปลงสกุลเงิน การกระทบยอดบัญชี และการดำเนินงานเบื้องหลังอีกหลายส่วน คุณค่าที่แท้จริงของ Stablecoins จึงอาจไม่ได้อยู่ที่ "ความเร็วของการโอนเงิน" แต่คือ "ความสามารถในการบริหารสภาพคล่องได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น"
กรณีใช้งานในระดับสถาบัน
- Circle ช่วยผู้ให้บริการด้านการชำระเงินลดการกันเงินล่วงหน้าสำหรับธุรกรรมข้ามประเทศผ่านการชำระเงินด้วย Stablecoins นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวยังถูกนำไปใช้จริงในการจ่ายค่าตอบแทนให้ครีเอเตอร์บนแพลตฟอร์มระดับโลก และการกระจายเงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมผ่าน UNHCR
ที่มา: บทสนทนา "Global Stablecoins, Local Markets: The Politics of Market Entry in Asia" โดย Chengyi Ong, Director of APAC Policy & Regulatory Strategy, Circle
- Ripple แสดงให้เห็นว่า Stablecoins สามารถทดแทนบัญชีที่ต้องกันเงินล่วงหน้าในระบบ Correspondent Banking ด้วยการจัดการสภาพคล่องแบบ Just-in-Time ทำให้สถาบันการเงินสามารถเคลื่อนย้ายเงินระหว่างบัญชีในหลายประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงสภาพคล่องสกุลดอลลาร์สหรัฐสำหรับการค้าระหว่างประเทศได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ที่มา: บทสนทนา "From Corridors to Stablecoins: How APAC Institutions Move Value in 2026" โดย Fiona Murray, Managing Director, Asia Pacific, Ripple
- Fireblocks ชี้ให้เห็นว่า การชำระเงินที่เกิดขึ้นใกล้ช่วงเวลาที่ต้องใช้เงินจริงมากขึ้น ช่วยเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ของธุรกิจ Transaction Banking โดยการลดระยะเวลาการกันเงินล่วงหน้า 1–3 วัน ทำให้ธนาคารสามารถนำเงินทุนไปใช้สร้างผลตอบแทนได้ยาวนานขึ้น พร้อมรักษารายได้จาก Float และ Net Interest Margin (NIM)
ที่มา: บทสนทนา "Stablecoins Inside the Bank Stack: Treasury, Settlement, and the Operating Model for 24/7 Money" โดย Stephen Richardson, Chief Strategy Officer & Head of Banking, Fireblocks
2. ธนาคารกำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ "เงินหลายรูปแบบ" (Multi-Money Stack)
ตลาดมักนำเสนอว่า Stablecoins และ Tokenized Deposits เป็นเทคโนโลยีที่กำลังแข่งขันกัน แต่ในทางปฏิบัติ สินทรัพย์ดิจิทัลทั้งสองประเภทถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาที่แตกต่างกัน และมีแนวโน้มที่จะทำหน้าที่ร่วมกันภายในระบบของธนาคาร มากกว่าที่จะเข้ามาแทนที่กัน
Tokenized Deposits
Tokenized Deposits เหมาะสำหรับการใช้งานภายในสภาพแวดล้อมที่ธนาคารสามารถควบคุมได้ เช่น การชำระเงินระหว่างบริษัทในเครือ หรือระหว่างหน่วยงานที่อยู่ภายใต้กลุ่มธุรกิจเดียวกัน
เนื่องจาก Tokenized Deposits ยังคงเป็นหนี้สิน (Liability) ของธนาคารผู้ออก จึงสามารถรักษาโครงสร้างของระบบธนาคารพาณิชย์แบบเดิมไว้ได้ อย่างไรก็ตาม ผู้รับโอนจำเป็นต้องยอมรับความเสี่ยงด้านเครดิตของธนาคารผู้ออก (Issuer Credit Risk) และในบางกรณีอาจต้องมีความสัมพันธ์กับธนาคารดังกล่าว จึงจะสามารถแลกคืนหรือใช้งานสินทรัพย์นั้นได้
ข้อจำกัดเหล่านี้ทำให้ Tokenized Deposits มีความคล่องตัวในการโอนย้ายออกนอกเครือข่ายของธนาคารผู้ออกค่อนข้างจำกัด
Stablecoins
ในทางกลับกัน Stablecoins ทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์สำหรับการชำระราคา ที่เปิดกว้างมากกว่า
Stablecoins สามารถโอนย้ายระหว่างกระเป๋าเงินดิจิทัล สถาบันการเงิน ตลาดซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล และผู้ให้บริการต่าง ๆ ได้ โดยไม่จำเป็นที่ทุกฝ่ายจะต้องอยู่ภายใต้เครือข่ายของธนาคารเดียวกัน
คุณสมบัติดังกล่าวทำให้ Stablecoins เหมาะกับการชำระเงินระหว่างประเทศ และการเชื่อมต่อการทำธุรกรรมระหว่างระบบการเงินที่เดิมไม่ได้เชื่อมโยงถึงกัน ด้วยเหตุนี้ โครงสร้างพื้นฐานของธนาคารในอนาคตจึงไม่น่าจะพึ่งพา Digital Money เพียงรูปแบบเดียว
ธนาคารอาจเลือกใช้ Tokenized Deposits สำหรับการชำระเงินภายในองค์กรหรือเครือข่ายแบบปิด ใช้ Stablecoins สำหรับการชำระเงินผ่านเครือข่ายแบบเปิด และยังคงใช้ระบบชำระเงินแบบเรียลไทม์ภายในประเทศ สำหรับการโอนเงินระหว่างธนาคารภายในประเทศ
ดังนั้น ความสามารถที่สำคัญที่สุดจึงไม่ใช่การมี Digital Money ประเภทใดประเภทหนึ่ง แต่คือ การบริหารและประสานการทำงาน ของเงินดิจิทัลหลายรูปแบบ โดยสามารถเลือกใช้สินทรัพย์ที่เหมาะสมกับแต่ละธุรกรรมตามคู่สัญญา ประเทศหรือเขตอำนาจกำกับดูแล ความต้องการด้านสภาพคล่อง ข้อกำหนดด้านกฎระเบียบ และต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ของธุรกรรมนั้น
ตัวอย่างการใช้งานจริง
- Visa กำลังพัฒนา Visa Tokenized Asset Platform (VTAP) เพื่อช่วยให้ธนาคารสามารถออกและบริหารจัดการ Digital Money ได้หลายรูปแบบ ทั้ง Tokenized Deposits และ Stablecoins ภายใต้แพลตฟอร์มเดียว ทำให้สถาบันการเงินสามารถเลือกใช้สินทรัพย์สำหรับการชำระเงินที่เหมาะสม ทั้งในเครือข่ายของธนาคารและระบบการชำระเงินภายนอก
ที่มา: ประเด็นจากเวทีเสวนา "From Stablecoin Strategy to Rollout: What Enterprises Need to Launch Real Payment Flows" โดย Bob O'Brien, Senior Director, GTM Visa Crypto Solutions, Visa
- Fireblocks พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสินทรัพย์ดิจิทัลที่ช่วยให้ธนาคารสามารถบริหารทั้ง Tokenized Deposits และ Stablecoins ได้ภายในแพลตฟอร์มเดียว โดยธนาคารสามารถใช้ Tokenized Deposits สำหรับการบริหารเงิน Treasury ระหว่างบริษัทในเครือ ขณะเดียวกันก็ใช้ Stablecoins สำหรับการชำระเงินข้ามประเทศและการทำธุรกรรมกับคู่ค้าภายนอก
ที่มา: ประเด็นจากเวทีเสวนา "Stablecoins Inside the Bank Stack: Treasury, Settlement, and the Operating Model for 24/7 Money" โดย Stephen Richardson, Chief Strategy Officer & Head of Banking, Fireblocks
- Matter Labs | ZKsync กำลังพัฒนาสถาปัตยกรรมธนาคารแบบ Hybrid ที่ให้ Tokenized Deposits ทำหน้าที่ภายในงบดุลของธนาคาร ขณะที่ Stablecoins จะถูกใช้เมื่อต้องเคลื่อนย้ายมูลค่าออกนอกขอบเขตของธนาคาร แนวทางดังกล่าวช่วยผสานความแข็งแกร่งของระบบธนาคารแบบดั้งเดิมเข้ากับความสามารถในการเชื่อมต่อของ Blockchain แบบเปิด (Open Blockchain Interoperability)
ที่มา: ประเด็นจากเวทีเสวนา "From Stablecoins to Tokenized Deposits: Building Institutional Rails Onchain" โดย Omar Azhar, VP of Business Development, Matter Labs | ZKsync
- Circle สนับสนุนการใช้งานสินทรัพย์ดิจิทัลสำหรับการชำระเงินหลายรูปแบบ โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลและสถาบันการเงินทั้งในด้าน Stablecoins และ Tokenized Deposits ตัวอย่างเช่น โครงการ Malaysia's Digital Asset Innovation Hub ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Digital Money หลายรูปแบบสามารถอยู่ร่วมกัน เพื่อรองรับกรณีการใช้งานด้านการชำระเงินและการชำระราคาในระดับสถาบันที่แตกต่างกันได้
ที่มา: ประเด็นจากเวทีเสวนา "Global Stablecoins, Local Markets: The Politics of Market Entry in Asia" โดย Chengyi Ong, Director of APAC Policy & Regulatory Strategy, Circle
3. การมี Wallet ที่ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ได้หมายความว่าธนาคารจะพร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง
Stablecoins สามารถโอนและรับส่งได้ตลอดเวลา แต่ธนาคารส่วนใหญ่ยังไม่ได้ถูกออกแบบให้ดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง
แม้ว่าธนาคารจะสามารถติดตั้ง Wallet ที่รองรับการรับ Stablecoins ได้ทุกเมื่อ แต่หากระบบภายในของธนาคารยังไม่สามารถประมวลผล ตรวจสอบ กระทบยอด และตอบสนองต่อธุรกรรมที่เกิดขึ้นนอกเวลาทำการได้ ความสามารถดังกล่าวก็ยังไม่สามารถเชื่อมโยงเข้ากับรูปแบบการดำเนินงานของธนาคารได้อย่างแท้จริง
การนำ Stablecoins ไปใช้งานในระดับสถาบัน จึงไม่ได้หมายถึงเพียงการเพิ่ม Wallet หรือเชื่อมต่อกับ Blockchain เท่านั้น แต่ต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานในหลายส่วนขององค์กร
Treasury
ธนาคารต้องสามารถติดตามสถานะของสภาพคล่องได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งยอดคงเหลือของเงิน Fiat และ Stablecoins ตำแหน่งของสภาพคล่องในแต่ละระบบ ความต้องการในการแปลงสินทรัพย์ ความสามารถในการแลกคืน รวมถึงความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
Compliance และการบริหารความเสี่ยง
กระบวนการด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ เช่น KYC, AML (Anti-Money Laundering), การตรวจสอบบัญชีที่อยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตร, การตรวจสอบ Wallet (Wallet Screening), การติดตามธุรกรรม และข้อกำหนดตาม Travel Rule จำเป็นต้องถูกผสานเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงานด้านสินทรัพย์ดิจิทัล
แม้ข้อมูลบน Blockchain จะเปิดเผยรายละเอียดของธุรกรรมได้อย่างโปร่งใสและตรวจสอบย้อนหลังได้ แต่ธนาคารยังคงต้องมีระบบและบุคลากรที่สามารถตีความข้อมูลดังกล่าว และนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจให้สอดคล้องกับนโยบายและข้อกำหนดของสถาบัน
Operations
ธนาคารจำเป็นต้องกำหนดกระบวนการรองรับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นนอกเวลาทำการ เช่น การโอนเงินที่ไม่สำเร็จ การแจ้งเตือนด้าน Compliance การขาดสภาพคล่อง การแลกคืนสินทรัพย์ที่ล่าช้า หรือความคลาดเคลื่อนจากการกระทบยอดบัญชี
Technology
โครงสร้างพื้นฐานด้าน Digital Assets จำเป็นต้องสามารถเชื่อมต่อกับระบบ Core Banking ซึ่งในหลายองค์กรอาจเป็นระบบที่พัฒนามานานหลายสิบปี
ธนาคารอาจเลือกใช้ Middleware, APIs, Sidecar Ledgers, ระบบคู่ขนาน หรือ Digital Asset Interface ที่แยกออกจากระบบหลัก ทั้งนี้ สถาปัตยกรรมที่เหมาะสมจะแตกต่างกันไปตามผลิตภัณฑ์ที่ให้บริการและสภาพของระบบเดิมที่แต่ละธนาคารมีอยู่
ดังนั้น ความท้าทายที่แท้จริงจึงไม่ได้อยู่ที่การเชื่อมต่อ Wallet เข้ากับ Blockchain แต่คือการประสานการทำงานของ Treasury, Compliance, Risk Management, Operations, Finance และ Technology ให้สามารถรองรับระบบการเงินที่ดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง
ตัวอย่างการใช้งานจริง
Bastion กำลังเชื่อมต่อการชำระเงินด้วย Stablecoins เข้ากับระบบ ERP ระบบ Treasury และระบบบัญชีเจ้าหนี้ (Accounts Payable) โดยตรง ช่วยให้องค์กรสามารถนำการชำระเงินบน Blockchain มาใช้งานได้ โดยไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการทางการเงินเดิมทั้งหมด บริษัทมองว่า ระบบบัญชี (Accounting) และการกระทบยอดบัญชี (Reconciliation) จะเป็นกระบวนการแรกที่ได้รับการปรับเปลี่ยนจากการนำ Stablecoins มาใช้
ที่มา: ประเด็นจากเวทีเสวนา "B2B Stablecoin Payments: The Enterprise Use Case No One Expected" โดย Nassim Eddequiouaq, CEO & Co-Founder, Bastion
Turnkey พัฒนา Policy Engine ที่ฝังอยู่ภายในโครงสร้างพื้นฐานของ Wallet ทำให้องค์กรสามารถกำหนดขั้นตอนการอนุมัติธุรกรรม (Approval Workflows) นโยบายการทำธุรกรรม วงเงินการใช้งาน และระบบอนุมัติหลายฝ่าย (Multi-party Authorization) ได้ ช่วยให้สถาบันการเงินสามารถกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลในระดับองค์กร (Enterprise-grade Governance) ได้มากกว่าการบริหาร Private Keys เพียงอย่างเดียว
ที่มา: ประเด็นจากเวทีเสวนา "Wallet Control in Production: Policy Engines, Automation, and Institutional-Grade Guardrails" โดย Michael Lewellen, Head of Solutions Engineering, Turnkey
Talos เชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านสินทรัพย์ดิจิทัลเข้ากับผู้ให้บริการรับฝากสินทรัพย์ (Custodians) ระบบซื้อขาย (Trading Systems) ระบบชำระราคา (Settlement) ระบบบริหารพอร์ตการลงทุน (Portfolio Management) และระบบรายงานผลที่องค์กรใช้งานอยู่แล้ว แทนที่จะเข้ามาแทนที่ระบบเดิม Talos ช่วยให้สถาบันการเงินสามารถดำเนินธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลควบคู่ไปกับการเชื่อมโยงข้อมูลและกระบวนการทำงานเข้ากับระบบธนาคารและระบบบริหารสินทรัพย์ที่มีอยู่เดิมได้อย่างราบรื่น
ที่มา: ประเด็นจากเวทีเสวนา "Institutional Trading for Tokenized Markets: Execution, Risk Controls, and 24/7 Market Access" โดย Anton Katz, CEO & Co-Founder, Talos
4. กฎระเบียบกำลังเร่งการแข่งขันด้านโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน
ในอดีต ความไม่แน่นอนของกฎระเบียบ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธนาคารจำนวนมากยังไม่กล้าลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ Stablecoins อย่างจริงจัง แต่เมื่อกรอบการกำกับดูแลในตลาดการเงินสำคัญทั่วโลกเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น สถาบันการเงินจึงสามารถก้าวข้ามช่วงของการทดลอง และเริ่มวางแผนให้ Digital Assets กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวขององค์กร
ขณะเดียวกัน แรงกดดันจากการแข่งขันก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริษัท FinTech และผู้ให้บริการด้านการชำระเงินกำลังนำ Stablecoins เข้าไปให้บริการในธุรกิจที่เคยเป็นพื้นที่หลักของธนาคาร ไม่ว่าจะเป็นการชำระเงินระหว่างประเทศ หรือบริการทางการเงินสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)
ประเด็นนี้มีความสำคัญ เนื่องจากธุรกิจ Transaction Banking และ Corporate Payments ถือเป็นแหล่งรายได้หลักของธนาคารมาโดยตลอด
หากผู้ให้บริการ FinTech เป็นผู้ควบคุมช่องทางที่ลูกค้าใช้งาน และเป็นผู้กำหนดเส้นทางของการทำธุรกรรม ธนาคารอาจยังคงทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลบัญชีหรือผู้ให้บริการชำระราคา (Settlement) อยู่เบื้องหลัง แต่จะไม่ใช่ผู้ที่ควบคุมการไหลเวียนของเงินอีกต่อไป บทบาทของธนาคารจึงเปลี่ยนจากผู้ที่กำหนดรูปแบบของธุรกรรม มาเป็นผู้ให้บริการในธุรกรรมที่ถูกออกแบบโดยแพลตฟอร์มอื่น
ด้วยเหตุนี้ Stablecoins จึงไม่จำเป็นต้องเข้ามาแทนที่ธนาคารเพื่อสร้างแรงกดดันทางการแข่งขัน เพียงแค่เปิดโอกาสให้แพลตฟอร์มอื่นสามารถเข้ามาครอบครองความสัมพันธ์กับลูกค้า (Customer Relationship) ที่อยู่รอบบริการหลักของธนาคาร ก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนโครงสร้างการแข่งขันในอุตสาหกรรมการเงินแล้ว
ตัวอย่างการใช้งานจริง
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ของประเทศไทย กำลังขยายกรอบการกำกับดูแลเพื่อรองรับหลักทรัพย์ในรูปแบบโทเคน ผลิตภัณฑ์การลงทุนดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่สามารถตั้งเงื่อนไขการทำงานได้ ผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น Enhanced Regulatory Sandbox ซึ่งเปิดโอกาสให้สถาบันการเงินสามารถทดสอบรูปแบบการดำเนินงานใหม่ ก่อนที่จะนำไปใช้จริงในวงกว้าง
ที่มา: ประเด็นจากเวทีเสวนา "When Digital Assets Become an Asset Class: ETFs, Tokenization, and the Future of Capital Markets" โดย Nopnuanparn Pavasant, Assistant Secretary-General and Head of Capital Market Infrastructure Center, Securities and Exchange Commission (SEC Thailand)
Visa กำลังพัฒนา Visa Tokenized Asset Platform (VTAP) เพื่อช่วยให้ธนาคารสามารถออกและบริหารจัดการสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้สภาพแวดล้อมที่สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านกฎระเบียบ แพลตฟอร์มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นของโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการออกสินทรัพย์ดิจิทัล การชำระราคา และการเชื่อมต่อระหว่างระบบ ภายใต้กรอบกำกับดูแลที่มีความชัดเจนมากขึ้น
ที่มา: ประเด็นจากเวทีเสวนา "From Stablecoin Strategy to Rollout: What Enterprises Need to Launch Real Payment Flows" โดย Bob O'Brien, Senior Director, GTM Visa Crypto Solutions, Visa
Fireblocks กำลังช่วยให้สถาบันการเงินเตรียมความพร้อมสำหรับการนำสินทรัพย์ดิจิทัลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลมาใช้งาน ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับทั้ง Stablecoins, Tokenized Deposits และสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDCs) ภายใต้มาตรฐานด้านการกำกับดูแล การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และความปลอดภัยในระดับองค์กร (Enterprise-grade Governance, Compliance and Security) แทนที่จะมุ่งเน้นสินทรัพย์ดิจิทัลเพียงประเภทเดียว แพลตฟอร์มของ Fireblocks ถูกออกแบบให้สามารถปรับตัวตามพัฒนาการของกฎระเบียบในอนาคตได้
ที่มา: ประเด็นจากเวทีเสวนา "Stablecoins Inside the Bank Stack: Treasury, Settlement, and the Operating Model for 24/7 Money" โดย Stephen Richardson, Chief Strategy Officer & Head of Banking, Fireblocks
Ripple ทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลและสถาบันการเงินในหลายประเทศ เพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการชำระเงินข้ามประเทศที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล โดยบริษัทมองว่า เมื่อกฎระเบียบเกี่ยวกับ Stablecoins มีความชัดเจนมากขึ้น การนำไปใช้งานจะเร่งตัวจากโครงการนำร่อง (Pilot Projects) ไปสู่การให้บริการทางการเงินเชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบ
ที่มา: ประเด็นจากเวทีเสวนา "From Corridors to Stablecoins: How APAC Institutions Move Value in 2026" โดย Fiona Murray, Managing Director, Asia Pacific, Ripple
จากการรองรับ Stablecoins สู่การเป็นธนาคารบนโลก On-Chain
การนำ Stablecoins มาใช้งานในระดับสถาบันการเงินมีแนวโน้มที่จะขยายตัวผ่านบริการทางการเงินที่หลากหลายมากขึ้น แทนที่จะจำกัดอยู่เพียงการชำระเงิน บริการเหล่านี้อาจประกอบด้วย
- การรับชำระเงินด้วย Stablecoins สำหรับลูกค้าองค์กร
- บริการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัลสำหรับสถาบัน (Institutional Custody)
- บริการแปลงสกุลเงินจาก Fiat เป็น Stablecoins
- การจ่ายเงินด้วย Stablecoins จากบัญชีเงินฝาก
- การบริหาร Treasury และสภาพคล่อง
- การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศบน Blockchain (On-Chain Foreign Exchange)
- การจัดสรรเงินลงทุนเข้าสู่สินทรัพย์โทเคนที่สร้างผลตอบแทน (Tokenized Yield-Bearing Assets)
- การชำระเงินระหว่างธนาคาร (Bank-to-Bank Settlement)
โอกาสทางธุรกิจของธนาคารจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการโอนโทเคนจาก Wallet หนึ่งไปยังอีก Wallet หนึ่ง
แต่ครอบคลุมถึงการบริหารวงจรชีวิตทั้งหมดของเงินดิจิทัล ตั้งแต่การรับฝากและการดูแลรักษาสินทรัพย์ (Custody) การปฏิบัติตามกฎระเบียบ (Compliance) การแปลงสกุลเงิน (Conversion) การบริหาร Treasury ไปจนถึงการชำระเงินไปยังบุคคลหรือองค์กรภายนอก
ด้วยเหตุนี้ สัญญาณที่สะท้อนการยอมรับ Stablecoins ในระดับสถาบันอย่างแท้จริง จะไม่ใช่การเปิดตัวโครงการนำร่อง (Pilot) หรือการออกโทเคนใหม่อีกต่อไป
แต่จะเป็นวันที่ธนาคารเริ่มรับผิดชอบต่อ เงินของลูกค้าจริง ภาระหน้าที่ด้านการกำกับดูแลที่เกิดขึ้นจริง และธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้จากบริการทางการเงินบนสินทรัพย์ดิจิทัลได้จริง
มุมมองจาก SCB 10X
ความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์อยู่ที่ "โครงสร้างพื้นฐาน" ไม่ใช่การออก Stablecoin
ตลาดกำลังก้าวผ่านช่วงของการพิสูจน์ว่า Stablecoins สามารถใช้งานได้จริง ไปสู่การค้นหาคำตอบว่า Stablecoins จะสามารถทำงานภายในระบบของสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลได้อย่างไร การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวกำลังเปลี่ยนจุดที่มูลค่าทางธุรกิจจะเกิดขึ้น
การออก Stablecoins เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของระบบนิเวศเท่านั้น ในทางปฏิบัติ ธนาคารยังต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถรักษาความปลอดภัยของสินทรัพย์ กำหนดนโยบายการทำธุรกรรม ติดตามและบริหารความเสี่ยง จัดการสภาพคล่อง เชื่อมต่อกับระบบ Core Banking และประสานการทำงานของเงินดิจิทัลหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน โครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์กำลังเกิดขึ้นในหลายชั้น ดังนี้
โครงสร้างพื้นฐานสำหรับการกำกับดูแลและควบคุมการดำเนินงาน (Institutional Control Infrastructure)
สถาบันการเงินต้องการระบบที่รองรับการจัดการกุญแจดิจิทัล การกำหนดสิทธิ์ในการทำธุรกรรม กระบวนการอนุมัติ การกำหนดข้อจำกัดของคู่ธุรกรรม การจัดเก็บข้อมูลเพื่อการตรวจสอบย้อนหลัง และการกำกับดูแลสินทรัพย์
ระบบบริหารและประสานการจัดการสภาพคล่อง (Treasury Orchestration)
ในอนาคต ธนาคารจะต้องบริหารสภาพคล่องที่กระจายอยู่ในสินทรัพย์หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น Stablecoins เงินฝากแบบดั้งเดิม Tokenized Deposits เงินตราต่างประเทศ และสินทรัพย์โทเคนประเภทต่าง ๆ มูลค่าของโครงสร้างพื้นฐานในชั้นนี้ คือการช่วยให้ธนาคารสามารถตัดสินใจได้ว่า เงินควรถูกถือไว้ที่ใด ควรเคลื่อนย้ายเมื่อใด และควรเลือกใช้สินทรัพย์หรือเครือข่ายใดให้เหมาะสมกับแต่ละธุรกรรม
โครงสร้างพื้นฐานด้านการกำกับดูแลและการบริหารความเสี่ยง (Compliance & Risk Infrastructure)
การดำเนินธุรกรรมบนสินทรัพย์ดิจิทัลจำเป็นต้องอาศัยระบบติดตามและควบคุมแบบเรียลไทม์ ที่สามารถแปลงข้อมูลบน Blockchain ให้กลายเป็นข้อมูลที่สอดคล้องกับข้อกำหนดของสถาบันการเงินและหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจและบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การเชื่อมต่อกับระบบ Core Banking (Core Banking Integration)
ธนาคารส่วนใหญ่จะยังไม่เปลี่ยนระบบ Core Banking เดิมในทันที สิ่งที่ธนาคารต้องการคือ APIs, Middleware, Digital Asset Ledgers และระบบสำหรับการกระทบยอดข้อมูล ที่สามารถเชื่อมโยงธุรกรรมบน Blockchain เข้ากับข้อมูลและกระบวนการทำงานของระบบธนาคารเดิมได้อย่างราบรื่น
ผลิตภัณฑ์ทางการเงินบน Blockchain (On-Chain Financial Products)
ในระยะยาว การรับชำระเงินด้วย Stablecoins บริการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัล (Custody) การแปลงสกุลเงิน การบริหาร Treasury การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศบน Blockchain และการเข้าถึงสินทรัพย์โทเคนที่สร้างผลตอบแทน อาจกลายเป็นชุดผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่สำหรับลูกค้าสถาบัน
บริษัทที่สามารถผสานบริการเหล่านี้ให้กลายเป็นกระบวนการทำงานแบบครบวงจร (Integrated Workflow) มีแนวโน้มที่จะสร้างมูลค่าได้มากกว่าบริษัทที่นำเสนอเพียงเทคโนโลยีหรือฟีเจอร์เฉพาะด้าน
ในมุมมองการลงทุน
"บริษัทสามารถกลายเป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้สถาบันการเงินดำเนินงานได้ เมื่อ Stablecoins, Tokenized Deposits และเงินแบบดั้งเดิมต้องทำงานร่วมกันหรือไม่"
ก้าวต่อไปของการนำ Stablecoins ไปใช้งาน
การยอมรับ Stablecoins ในระยะถัดไปจะไม่ได้ถูกวัดจากจำนวนโครงการนำร่องหรือการทดลองอีกต่อไป แต่จะถูกวัดจากการใช้งานจริงในระดับการดำเนินธุรกิจ สัญญาณสำคัญที่จะสะท้อนการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว ได้แก่
- ธนาคารเริ่มรับฝากหรือรับชำระเงินด้วย Stablecoins ในฐานะส่วนหนึ่งของบริการ Treasury สำหรับลูกค้าองค์กร
- ลูกค้าเริ่มแปลงเงินฝากเป็น Stablecoins เพื่อใช้ชำระเงินให้คู่ค้าภายนอก
- Stablecoins ถูกนำมาใช้ในการชำระเงินระหว่างสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล
- ระบบ Treasury และ Compliance สามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง
- ความรับผิดชอบในการดำเนินธุรกิจย้ายจากทีม Innovation ไปสู่หน่วยธุรกิจที่สร้างรายได้โดยตรง
- บริการที่เกี่ยวข้องกับ Stablecoins เริ่มสร้างรายได้ประจำ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมการชำระเงิน บริการรับฝากสินทรัพย์ การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ หรือการบริหาร Treasury
----------
ที่มา:
วิเคราะห์และเรียบเรียงจาก Session “Stablecoins Inside the Bank Stack: Treasury, Settlement, and the Operating Model for 24/7 Money” ในงาน REDeFiNE TOMORROW 2026
