Stablecoins ในโครงสร้างพื้นฐานของธนาคาร: โมเดลสำหรับระบบการเงินตลอด 24 ชั่วโมง

28 ส.ค. 2026
VC Knowledge Sharing
(1200 x 800 px) (6).png

Stablecoins กำลังเปลี่ยนบทบาทจากการชำระเงิน ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบการเงิน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Stablecoins มักถูกกล่าวถึงในฐานะเครื่องมือที่ช่วยให้การโอนเงินรวดเร็วขึ้น ลดต้นทุน และสามารถทำธุรกรรมได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่ในปัจจุบัน บทบาทของ Stablecoins กำลังขยายออกไปไกลกว่านั้น

สถาบันการเงินทั่วโลกเริ่มมอง Stablecoins ในฐานะองค์ประกอบสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน ที่สามารถเชื่อมโยงการบริหารสภาพคล่อง ระบบ Treasury การปฏิบัติตามกฎระเบียบ ตลอดจนระบบ Core Banking เข้าด้วยกัน

คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า Stablecoins สามารถโอนเงินได้เร็วเพียงใด แต่คือ ธนาคารจะออกแบบโมเดลการดำเนินงานอย่างไร เพื่อรองรับระบบการเงินที่ทำงานได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง

รายงานฉบับนี้นำเสนอ 5 ประเด็นสำคัญที่กำลังเปลี่ยนบทบาทของ Stablecoins ภายในสถาบันการเงิน ตั้งแต่เศรษฐศาสตร์ของสภาพคล่อง สถาปัตยกรรมของ Digital Money ความพร้อมขององค์กร ไปจนถึงผลกระทบจากกฎระเบียบและการแข่งขันในอุตสาหกรรม


ประเด็นสำคัญ

  • คุณค่าที่แท้จริงของ Stablecoins กำลังเปลี่ยนจาก "ความเร็วในการชำระเงิน" ไปสู่ "การเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารสภาพคล่อง"
  • Stablecoins และ Tokenized Deposits มีแนวโน้มที่จะทำหน้าที่แตกต่างกัน และจะอยู่ร่วมกันภายในโครงสร้างพื้นฐานของธนาคาร
  • การมี Wallet ที่ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ได้หมายความว่าธนาคารจะสามารถดำเนินงานได้ตลอด 24 ชั่วโมงทันที
  • Treasury, Compliance, Operations และ Core Banking ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของการนำ Stablecoins ไปใช้งานจริง
  • ความชัดเจนด้านกฎระเบียบและการแข่งขันจาก FinTech กำลังเร่งให้ธนาคารต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ Digital Assets
  • การใช้งานในระดับสถาบันจะเกิดขึ้นอย่างแท้จริง เมื่อ Stablecoins กลายเป็นส่วนหนึ่งของบริการเงินฝากองค์กร การบริหาร Treasury การจ่ายเงิน และการชำระเงินระหว่างธนาคาร

1. Stablecoins กำลังเปลี่ยนเศรษฐศาสตร์ของการบริหารสภาพคล่อง

ในระบบการเงินแบบดั้งเดิม การชำระเงินระหว่างประเทศอาศัยเครือข่าย Correspondent Banking ซึ่งต้องมีการกันเงินล่วงหน้า (Pre-funded Liquidity) ไว้ในหลายประเทศ เพื่อรองรับการโอนเงินระหว่างสถาบันการเงิน


เงินจำนวนดังกล่าวอาจถูกพักไว้เป็นเวลา 1–3 วัน (T+1 ถึง T+3) ก่อนที่ธุรกรรมจะเสร็จสมบูรณ์ ส่งผลให้เงินทุนไม่สามารถนำไปสร้างผลตอบแทนหรือใช้ประโยชน์ในกิจกรรมอื่นได้ Stablecoins มีศักยภาพในการลดความจำเป็นของการกันเงินล่วงหน้า และช่วยให้สถาบันการเงินสามารถถือสภาพคล่องไว้ใกล้ช่วงเวลาที่ต้องใช้เงินจริงมากขึ้น (Just-in-Time Liquidity)


การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้ทำให้การชำระเงินเร็วขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐศาสตร์ของธุรกรรมทั้งหมด สำหรับองค์กร การลดเงินที่ต้องกันไว้ล่วงหน้าช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเงินทุนหมุนเวียน


สำหรับธนาคาร การชำระเงินโดยตรงมากขึ้นช่วยลดการพึ่งพา Correspondent Banks พร้อมรักษารายได้จากธุรกิจ Transaction Banking ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม รายได้จาก Treasury หรือส่วนต่างดอกเบี้ย (Net Interest Margin: NIM)


ประเด็นนี้ยิ่งมีความสำคัญต่อธนาคารระดับภูมิภาค ซึ่งมักต้องพึ่งพา Correspondent Banking มากกว่าธนาคารขนาดใหญ่ที่มีเครือข่ายสาขาทั่วโลก


อย่างไรก็ตาม การชำระเงินที่เร็วขึ้นไม่ได้หมายถึงต้นทุนที่ลดลงเสมอไป เพราะธนาคารยังต้องบริหารสภาพคล่อง การปฏิบัติตามกฎระเบียบ การแปลงสกุลเงิน การกระทบยอดบัญชี และการดำเนินงานเบื้องหลังอีกหลายส่วน คุณค่าที่แท้จริงของ Stablecoins จึงอาจไม่ได้อยู่ที่ "ความเร็วของการโอนเงิน" แต่คือ "ความสามารถในการบริหารสภาพคล่องได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น"

กรณีใช้งานในระดับสถาบัน

  • Circle ช่วยผู้ให้บริการด้านการชำระเงินลดการกันเงินล่วงหน้าสำหรับธุรกรรมข้ามประเทศผ่านการชำระเงินด้วย Stablecoins นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวยังถูกนำไปใช้จริงในการจ่ายค่าตอบแทนให้ครีเอเตอร์บนแพลตฟอร์มระดับโลก และการกระจายเงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมผ่าน UNHCR

ที่มา: บทสนทนา "Global Stablecoins, Local Markets: The Politics of Market Entry in Asia" โดย Chengyi Ong, Director of APAC Policy & Regulatory Strategy, Circle

  • Ripple แสดงให้เห็นว่า Stablecoins สามารถทดแทนบัญชีที่ต้องกันเงินล่วงหน้าในระบบ Correspondent Banking ด้วยการจัดการสภาพคล่องแบบ Just-in-Time ทำให้สถาบันการเงินสามารถเคลื่อนย้ายเงินระหว่างบัญชีในหลายประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงสภาพคล่องสกุลดอลลาร์สหรัฐสำหรับการค้าระหว่างประเทศได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ที่มา: บทสนทนา "From Corridors to Stablecoins: How APAC Institutions Move Value in 2026" โดย Fiona Murray, Managing Director, Asia Pacific, Ripple

  • Fireblocks ชี้ให้เห็นว่า การชำระเงินที่เกิดขึ้นใกล้ช่วงเวลาที่ต้องใช้เงินจริงมากขึ้น ช่วยเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ของธุรกิจ Transaction Banking โดยการลดระยะเวลาการกันเงินล่วงหน้า 1–3 วัน ทำให้ธนาคารสามารถนำเงินทุนไปใช้สร้างผลตอบแทนได้ยาวนานขึ้น พร้อมรักษารายได้จาก Float และ Net Interest Margin (NIM)

ที่มา: บทสนทนา "Stablecoins Inside the Bank Stack: Treasury, Settlement, and the Operating Model for 24/7 Money" โดย Stephen Richardson, Chief Strategy Officer & Head of Banking, Fireblocks

2. ธนาคารกำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ "เงินหลายรูปแบบ" (Multi-Money Stack) 

ตลาดมักนำเสนอว่า Stablecoins และ Tokenized Deposits เป็นเทคโนโลยีที่กำลังแข่งขันกัน แต่ในทางปฏิบัติ สินทรัพย์ดิจิทัลทั้งสองประเภทถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาที่แตกต่างกัน และมีแนวโน้มที่จะทำหน้าที่ร่วมกันภายในระบบของธนาคาร มากกว่าที่จะเข้ามาแทนที่กัน

Tokenized Deposits

Tokenized Deposits เหมาะสำหรับการใช้งานภายในสภาพแวดล้อมที่ธนาคารสามารถควบคุมได้ เช่น การชำระเงินระหว่างบริษัทในเครือ หรือระหว่างหน่วยงานที่อยู่ภายใต้กลุ่มธุรกิจเดียวกัน

เนื่องจาก Tokenized Deposits ยังคงเป็นหนี้สิน (Liability) ของธนาคารผู้ออก จึงสามารถรักษาโครงสร้างของระบบธนาคารพาณิชย์แบบเดิมไว้ได้ อย่างไรก็ตาม ผู้รับโอนจำเป็นต้องยอมรับความเสี่ยงด้านเครดิตของธนาคารผู้ออก (Issuer Credit Risk) และในบางกรณีอาจต้องมีความสัมพันธ์กับธนาคารดังกล่าว จึงจะสามารถแลกคืนหรือใช้งานสินทรัพย์นั้นได้

ข้อจำกัดเหล่านี้ทำให้ Tokenized Deposits มีความคล่องตัวในการโอนย้ายออกนอกเครือข่ายของธนาคารผู้ออกค่อนข้างจำกัด

Stablecoins

ในทางกลับกัน Stablecoins ทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์สำหรับการชำระราคา ที่เปิดกว้างมากกว่า

Stablecoins สามารถโอนย้ายระหว่างกระเป๋าเงินดิจิทัล สถาบันการเงิน ตลาดซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล และผู้ให้บริการต่าง ๆ ได้ โดยไม่จำเป็นที่ทุกฝ่ายจะต้องอยู่ภายใต้เครือข่ายของธนาคารเดียวกัน

คุณสมบัติดังกล่าวทำให้ Stablecoins เหมาะกับการชำระเงินระหว่างประเทศ และการเชื่อมต่อการทำธุรกรรมระหว่างระบบการเงินที่เดิมไม่ได้เชื่อมโยงถึงกัน ด้วยเหตุนี้ โครงสร้างพื้นฐานของธนาคารในอนาคตจึงไม่น่าจะพึ่งพา Digital Money เพียงรูปแบบเดียว

ธนาคารอาจเลือกใช้ Tokenized Deposits สำหรับการชำระเงินภายในองค์กรหรือเครือข่ายแบบปิด ใช้ Stablecoins สำหรับการชำระเงินผ่านเครือข่ายแบบเปิด และยังคงใช้ระบบชำระเงินแบบเรียลไทม์ภายในประเทศ สำหรับการโอนเงินระหว่างธนาคารภายในประเทศ

ดังนั้น ความสามารถที่สำคัญที่สุดจึงไม่ใช่การมี Digital Money ประเภทใดประเภทหนึ่ง แต่คือ การบริหารและประสานการทำงาน ของเงินดิจิทัลหลายรูปแบบ โดยสามารถเลือกใช้สินทรัพย์ที่เหมาะสมกับแต่ละธุรกรรมตามคู่สัญญา ประเทศหรือเขตอำนาจกำกับดูแล ความต้องการด้านสภาพคล่อง ข้อกำหนดด้านกฎระเบียบ และต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ของธุรกรรมนั้น

ตัวอย่างการใช้งานจริง

  • Visa กำลังพัฒนา Visa Tokenized Asset Platform (VTAP) เพื่อช่วยให้ธนาคารสามารถออกและบริหารจัดการ Digital Money ได้หลายรูปแบบ ทั้ง Tokenized Deposits และ Stablecoins ภายใต้แพลตฟอร์มเดียว ทำให้สถาบันการเงินสามารถเลือกใช้สินทรัพย์สำหรับการชำระเงินที่เหมาะสม ทั้งในเครือข่ายของธนาคารและระบบการชำระเงินภายนอก

ที่มา: ประเด็นจากเวทีเสวนา "From Stablecoin Strategy to Rollout: What Enterprises Need to Launch Real Payment Flows" โดย Bob O'Brien, Senior Director, GTM Visa Crypto Solutions, Visa

  • Fireblocks พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสินทรัพย์ดิจิทัลที่ช่วยให้ธนาคารสามารถบริหารทั้ง Tokenized Deposits และ Stablecoins ได้ภายในแพลตฟอร์มเดียว โดยธนาคารสามารถใช้ Tokenized Deposits สำหรับการบริหารเงิน Treasury ระหว่างบริษัทในเครือ ขณะเดียวกันก็ใช้ Stablecoins สำหรับการชำระเงินข้ามประเทศและการทำธุรกรรมกับคู่ค้าภายนอก

ที่มา: ประเด็นจากเวทีเสวนา "Stablecoins Inside the Bank Stack: Treasury, Settlement, and the Operating Model for 24/7 Money" โดย Stephen Richardson, Chief Strategy Officer & Head of Banking, Fireblocks

  • Matter Labs | ZKsync กำลังพัฒนาสถาปัตยกรรมธนาคารแบบ Hybrid ที่ให้ Tokenized Deposits ทำหน้าที่ภายในงบดุลของธนาคาร ขณะที่ Stablecoins จะถูกใช้เมื่อต้องเคลื่อนย้ายมูลค่าออกนอกขอบเขตของธนาคาร แนวทางดังกล่าวช่วยผสานความแข็งแกร่งของระบบธนาคารแบบดั้งเดิมเข้ากับความสามารถในการเชื่อมต่อของ Blockchain แบบเปิด (Open Blockchain Interoperability)

ที่มา: ประเด็นจากเวทีเสวนา "From Stablecoins to Tokenized Deposits: Building Institutional Rails Onchain" โดย Omar Azhar, VP of Business Development, Matter Labs | ZKsync

  • Circle สนับสนุนการใช้งานสินทรัพย์ดิจิทัลสำหรับการชำระเงินหลายรูปแบบ โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลและสถาบันการเงินทั้งในด้าน Stablecoins และ Tokenized Deposits ตัวอย่างเช่น โครงการ Malaysia's Digital Asset Innovation Hub ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Digital Money หลายรูปแบบสามารถอยู่ร่วมกัน เพื่อรองรับกรณีการใช้งานด้านการชำระเงินและการชำระราคาในระดับสถาบันที่แตกต่างกันได้

ที่มา: ประเด็นจากเวทีเสวนา "Global Stablecoins, Local Markets: The Politics of Market Entry in Asia" โดย Chengyi Ong, Director of APAC Policy & Regulatory Strategy, Circle

3. การมี Wallet ที่ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ได้หมายความว่าธนาคารจะพร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

Stablecoins สามารถโอนและรับส่งได้ตลอดเวลา แต่ธนาคารส่วนใหญ่ยังไม่ได้ถูกออกแบบให้ดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง

แม้ว่าธนาคารจะสามารถติดตั้ง Wallet ที่รองรับการรับ Stablecoins ได้ทุกเมื่อ แต่หากระบบภายในของธนาคารยังไม่สามารถประมวลผล ตรวจสอบ กระทบยอด และตอบสนองต่อธุรกรรมที่เกิดขึ้นนอกเวลาทำการได้ ความสามารถดังกล่าวก็ยังไม่สามารถเชื่อมโยงเข้ากับรูปแบบการดำเนินงานของธนาคารได้อย่างแท้จริง

การนำ Stablecoins ไปใช้งานในระดับสถาบัน จึงไม่ได้หมายถึงเพียงการเพิ่ม Wallet หรือเชื่อมต่อกับ Blockchain เท่านั้น แต่ต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานในหลายส่วนขององค์กร

Treasury

ธนาคารต้องสามารถติดตามสถานะของสภาพคล่องได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งยอดคงเหลือของเงิน Fiat และ Stablecoins ตำแหน่งของสภาพคล่องในแต่ละระบบ ความต้องการในการแปลงสินทรัพย์ ความสามารถในการแลกคืน รวมถึงความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน 

Compliance และการบริหารความเสี่ยง

กระบวนการด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ เช่น KYC, AML (Anti-Money Laundering), การตรวจสอบบัญชีที่อยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตร, การตรวจสอบ Wallet (Wallet Screening), การติดตามธุรกรรม และข้อกำหนดตาม Travel Rule จำเป็นต้องถูกผสานเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงานด้านสินทรัพย์ดิจิทัล

แม้ข้อมูลบน Blockchain จะเปิดเผยรายละเอียดของธุรกรรมได้อย่างโปร่งใสและตรวจสอบย้อนหลังได้ แต่ธนาคารยังคงต้องมีระบบและบุคลากรที่สามารถตีความข้อมูลดังกล่าว และนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจให้สอดคล้องกับนโยบายและข้อกำหนดของสถาบัน

Operations

ธนาคารจำเป็นต้องกำหนดกระบวนการรองรับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นนอกเวลาทำการ เช่น การโอนเงินที่ไม่สำเร็จ การแจ้งเตือนด้าน Compliance การขาดสภาพคล่อง การแลกคืนสินทรัพย์ที่ล่าช้า หรือความคลาดเคลื่อนจากการกระทบยอดบัญชี

Technology

โครงสร้างพื้นฐานด้าน Digital Assets จำเป็นต้องสามารถเชื่อมต่อกับระบบ Core Banking ซึ่งในหลายองค์กรอาจเป็นระบบที่พัฒนามานานหลายสิบปี

ธนาคารอาจเลือกใช้ Middleware, APIs, Sidecar Ledgers, ระบบคู่ขนาน หรือ Digital Asset Interface ที่แยกออกจากระบบหลัก ทั้งนี้ สถาปัตยกรรมที่เหมาะสมจะแตกต่างกันไปตามผลิตภัณฑ์ที่ให้บริการและสภาพของระบบเดิมที่แต่ละธนาคารมีอยู่

ดังนั้น ความท้าทายที่แท้จริงจึงไม่ได้อยู่ที่การเชื่อมต่อ Wallet เข้ากับ Blockchain แต่คือการประสานการทำงานของ Treasury, Compliance, Risk Management, Operations, Finance และ Technology ให้สามารถรองรับระบบการเงินที่ดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง

ตัวอย่างการใช้งานจริง

Bastion กำลังเชื่อมต่อการชำระเงินด้วย Stablecoins เข้ากับระบบ ERP ระบบ Treasury และระบบบัญชีเจ้าหนี้ (Accounts Payable) โดยตรง ช่วยให้องค์กรสามารถนำการชำระเงินบน Blockchain มาใช้งานได้ โดยไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการทางการเงินเดิมทั้งหมด บริษัทมองว่า ระบบบัญชี (Accounting) และการกระทบยอดบัญชี (Reconciliation) จะเป็นกระบวนการแรกที่ได้รับการปรับเปลี่ยนจากการนำ Stablecoins มาใช้

ที่มา: ประเด็นจากเวทีเสวนา "B2B Stablecoin Payments: The Enterprise Use Case No One Expected" โดย Nassim Eddequiouaq, CEO & Co-Founder, Bastion

Turnkey พัฒนา Policy Engine ที่ฝังอยู่ภายในโครงสร้างพื้นฐานของ Wallet ทำให้องค์กรสามารถกำหนดขั้นตอนการอนุมัติธุรกรรม (Approval Workflows) นโยบายการทำธุรกรรม วงเงินการใช้งาน และระบบอนุมัติหลายฝ่าย (Multi-party Authorization) ได้ ช่วยให้สถาบันการเงินสามารถกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลในระดับองค์กร (Enterprise-grade Governance) ได้มากกว่าการบริหาร Private Keys เพียงอย่างเดียว

ที่มา: ประเด็นจากเวทีเสวนา "Wallet Control in Production: Policy Engines, Automation, and Institutional-Grade Guardrails" โดย Michael Lewellen, Head of Solutions Engineering, Turnkey

Talos เชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านสินทรัพย์ดิจิทัลเข้ากับผู้ให้บริการรับฝากสินทรัพย์ (Custodians) ระบบซื้อขาย (Trading Systems) ระบบชำระราคา (Settlement) ระบบบริหารพอร์ตการลงทุน (Portfolio Management) และระบบรายงานผลที่องค์กรใช้งานอยู่แล้ว แทนที่จะเข้ามาแทนที่ระบบเดิม Talos ช่วยให้สถาบันการเงินสามารถดำเนินธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลควบคู่ไปกับการเชื่อมโยงข้อมูลและกระบวนการทำงานเข้ากับระบบธนาคารและระบบบริหารสินทรัพย์ที่มีอยู่เดิมได้อย่างราบรื่น

ที่มา: ประเด็นจากเวทีเสวนา "Institutional Trading for Tokenized Markets: Execution, Risk Controls, and 24/7 Market Access" โดย Anton Katz, CEO & Co-Founder, Talos

4. กฎระเบียบกำลังเร่งการแข่งขันด้านโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน

ในอดีต ความไม่แน่นอนของกฎระเบียบ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธนาคารจำนวนมากยังไม่กล้าลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ Stablecoins อย่างจริงจัง แต่เมื่อกรอบการกำกับดูแลในตลาดการเงินสำคัญทั่วโลกเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น สถาบันการเงินจึงสามารถก้าวข้ามช่วงของการทดลอง และเริ่มวางแผนให้ Digital Assets กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวขององค์กร

ขณะเดียวกัน แรงกดดันจากการแข่งขันก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริษัท FinTech และผู้ให้บริการด้านการชำระเงินกำลังนำ Stablecoins เข้าไปให้บริการในธุรกิจที่เคยเป็นพื้นที่หลักของธนาคาร ไม่ว่าจะเป็นการชำระเงินระหว่างประเทศ หรือบริการทางการเงินสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

ประเด็นนี้มีความสำคัญ เนื่องจากธุรกิจ Transaction Banking และ Corporate Payments ถือเป็นแหล่งรายได้หลักของธนาคารมาโดยตลอด

หากผู้ให้บริการ FinTech เป็นผู้ควบคุมช่องทางที่ลูกค้าใช้งาน และเป็นผู้กำหนดเส้นทางของการทำธุรกรรม ธนาคารอาจยังคงทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลบัญชีหรือผู้ให้บริการชำระราคา (Settlement) อยู่เบื้องหลัง แต่จะไม่ใช่ผู้ที่ควบคุมการไหลเวียนของเงินอีกต่อไป บทบาทของธนาคารจึงเปลี่ยนจากผู้ที่กำหนดรูปแบบของธุรกรรม มาเป็นผู้ให้บริการในธุรกรรมที่ถูกออกแบบโดยแพลตฟอร์มอื่น

ด้วยเหตุนี้ Stablecoins จึงไม่จำเป็นต้องเข้ามาแทนที่ธนาคารเพื่อสร้างแรงกดดันทางการแข่งขัน เพียงแค่เปิดโอกาสให้แพลตฟอร์มอื่นสามารถเข้ามาครอบครองความสัมพันธ์กับลูกค้า (Customer Relationship) ที่อยู่รอบบริการหลักของธนาคาร ก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนโครงสร้างการแข่งขันในอุตสาหกรรมการเงินแล้ว

ตัวอย่างการใช้งานจริง

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ของประเทศไทย กำลังขยายกรอบการกำกับดูแลเพื่อรองรับหลักทรัพย์ในรูปแบบโทเคน ผลิตภัณฑ์การลงทุนดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่สามารถตั้งเงื่อนไขการทำงานได้ ผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น Enhanced Regulatory Sandbox ซึ่งเปิดโอกาสให้สถาบันการเงินสามารถทดสอบรูปแบบการดำเนินงานใหม่ ก่อนที่จะนำไปใช้จริงในวงกว้าง

ที่มา: ประเด็นจากเวทีเสวนา "When Digital Assets Become an Asset Class: ETFs, Tokenization, and the Future of Capital Markets" โดย Nopnuanparn Pavasant, Assistant Secretary-General and Head of Capital Market Infrastructure Center, Securities and Exchange Commission (SEC Thailand)

Visa กำลังพัฒนา Visa Tokenized Asset Platform (VTAP) เพื่อช่วยให้ธนาคารสามารถออกและบริหารจัดการสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้สภาพแวดล้อมที่สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านกฎระเบียบ แพลตฟอร์มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นของโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการออกสินทรัพย์ดิจิทัล การชำระราคา และการเชื่อมต่อระหว่างระบบ ภายใต้กรอบกำกับดูแลที่มีความชัดเจนมากขึ้น

ที่มา: ประเด็นจากเวทีเสวนา "From Stablecoin Strategy to Rollout: What Enterprises Need to Launch Real Payment Flows" โดย Bob O'Brien, Senior Director, GTM Visa Crypto Solutions, Visa

Fireblocks กำลังช่วยให้สถาบันการเงินเตรียมความพร้อมสำหรับการนำสินทรัพย์ดิจิทัลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลมาใช้งาน ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับทั้ง Stablecoins, Tokenized Deposits และสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDCs) ภายใต้มาตรฐานด้านการกำกับดูแล การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และความปลอดภัยในระดับองค์กร (Enterprise-grade Governance, Compliance and Security) แทนที่จะมุ่งเน้นสินทรัพย์ดิจิทัลเพียงประเภทเดียว แพลตฟอร์มของ Fireblocks ถูกออกแบบให้สามารถปรับตัวตามพัฒนาการของกฎระเบียบในอนาคตได้

ที่มา: ประเด็นจากเวทีเสวนา "Stablecoins Inside the Bank Stack: Treasury, Settlement, and the Operating Model for 24/7 Money" โดย Stephen Richardson, Chief Strategy Officer & Head of Banking, Fireblocks

Ripple ทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลและสถาบันการเงินในหลายประเทศ เพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการชำระเงินข้ามประเทศที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล โดยบริษัทมองว่า เมื่อกฎระเบียบเกี่ยวกับ Stablecoins มีความชัดเจนมากขึ้น การนำไปใช้งานจะเร่งตัวจากโครงการนำร่อง (Pilot Projects) ไปสู่การให้บริการทางการเงินเชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบ

ที่มา: ประเด็นจากเวทีเสวนา "From Corridors to Stablecoins: How APAC Institutions Move Value in 2026" โดย Fiona Murray, Managing Director, Asia Pacific, Ripple

จากการรองรับ Stablecoins สู่การเป็นธนาคารบนโลก On-Chain

การนำ Stablecoins มาใช้งานในระดับสถาบันการเงินมีแนวโน้มที่จะขยายตัวผ่านบริการทางการเงินที่หลากหลายมากขึ้น แทนที่จะจำกัดอยู่เพียงการชำระเงิน บริการเหล่านี้อาจประกอบด้วย

  • การรับชำระเงินด้วย Stablecoins สำหรับลูกค้าองค์กร
  • บริการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัลสำหรับสถาบัน (Institutional Custody)
  • บริการแปลงสกุลเงินจาก Fiat เป็น Stablecoins
  • การจ่ายเงินด้วย Stablecoins จากบัญชีเงินฝาก
  • การบริหาร Treasury และสภาพคล่อง
  • การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศบน Blockchain (On-Chain Foreign Exchange)
  • การจัดสรรเงินลงทุนเข้าสู่สินทรัพย์โทเคนที่สร้างผลตอบแทน (Tokenized Yield-Bearing Assets)
  • การชำระเงินระหว่างธนาคาร (Bank-to-Bank Settlement)

โอกาสทางธุรกิจของธนาคารจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการโอนโทเคนจาก Wallet หนึ่งไปยังอีก Wallet หนึ่ง

แต่ครอบคลุมถึงการบริหารวงจรชีวิตทั้งหมดของเงินดิจิทัล ตั้งแต่การรับฝากและการดูแลรักษาสินทรัพย์ (Custody) การปฏิบัติตามกฎระเบียบ (Compliance) การแปลงสกุลเงิน (Conversion) การบริหาร Treasury ไปจนถึงการชำระเงินไปยังบุคคลหรือองค์กรภายนอก

ด้วยเหตุนี้ สัญญาณที่สะท้อนการยอมรับ Stablecoins ในระดับสถาบันอย่างแท้จริง จะไม่ใช่การเปิดตัวโครงการนำร่อง (Pilot) หรือการออกโทเคนใหม่อีกต่อไป

แต่จะเป็นวันที่ธนาคารเริ่มรับผิดชอบต่อ เงินของลูกค้าจริง ภาระหน้าที่ด้านการกำกับดูแลที่เกิดขึ้นจริง และธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้จากบริการทางการเงินบนสินทรัพย์ดิจิทัลได้จริง

มุมมองจาก SCB 10X

ความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์อยู่ที่ "โครงสร้างพื้นฐาน" ไม่ใช่การออก Stablecoin

ตลาดกำลังก้าวผ่านช่วงของการพิสูจน์ว่า Stablecoins สามารถใช้งานได้จริง ไปสู่การค้นหาคำตอบว่า Stablecoins จะสามารถทำงานภายในระบบของสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลได้อย่างไร การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวกำลังเปลี่ยนจุดที่มูลค่าทางธุรกิจจะเกิดขึ้น

การออก Stablecoins เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของระบบนิเวศเท่านั้น ในทางปฏิบัติ ธนาคารยังต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถรักษาความปลอดภัยของสินทรัพย์ กำหนดนโยบายการทำธุรกรรม ติดตามและบริหารความเสี่ยง จัดการสภาพคล่อง เชื่อมต่อกับระบบ Core Banking และประสานการทำงานของเงินดิจิทัลหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน โครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์กำลังเกิดขึ้นในหลายชั้น ดังนี้

โครงสร้างพื้นฐานสำหรับการกำกับดูแลและควบคุมการดำเนินงาน (Institutional Control Infrastructure)

สถาบันการเงินต้องการระบบที่รองรับการจัดการกุญแจดิจิทัล การกำหนดสิทธิ์ในการทำธุรกรรม กระบวนการอนุมัติ การกำหนดข้อจำกัดของคู่ธุรกรรม การจัดเก็บข้อมูลเพื่อการตรวจสอบย้อนหลัง และการกำกับดูแลสินทรัพย์

 

ระบบบริหารและประสานการจัดการสภาพคล่อง (Treasury Orchestration)

ในอนาคต ธนาคารจะต้องบริหารสภาพคล่องที่กระจายอยู่ในสินทรัพย์หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น Stablecoins เงินฝากแบบดั้งเดิม Tokenized Deposits เงินตราต่างประเทศ และสินทรัพย์โทเคนประเภทต่าง ๆ มูลค่าของโครงสร้างพื้นฐานในชั้นนี้ คือการช่วยให้ธนาคารสามารถตัดสินใจได้ว่า เงินควรถูกถือไว้ที่ใด ควรเคลื่อนย้ายเมื่อใด และควรเลือกใช้สินทรัพย์หรือเครือข่ายใดให้เหมาะสมกับแต่ละธุรกรรม

โครงสร้างพื้นฐานด้านการกำกับดูแลและการบริหารความเสี่ยง (Compliance & Risk Infrastructure)

การดำเนินธุรกรรมบนสินทรัพย์ดิจิทัลจำเป็นต้องอาศัยระบบติดตามและควบคุมแบบเรียลไทม์ ที่สามารถแปลงข้อมูลบน Blockchain ให้กลายเป็นข้อมูลที่สอดคล้องกับข้อกำหนดของสถาบันการเงินและหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจและบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเชื่อมต่อกับระบบ Core Banking (Core Banking Integration)

ธนาคารส่วนใหญ่จะยังไม่เปลี่ยนระบบ Core Banking เดิมในทันที สิ่งที่ธนาคารต้องการคือ APIs, Middleware, Digital Asset Ledgers และระบบสำหรับการกระทบยอดข้อมูล ที่สามารถเชื่อมโยงธุรกรรมบน Blockchain เข้ากับข้อมูลและกระบวนการทำงานของระบบธนาคารเดิมได้อย่างราบรื่น

ผลิตภัณฑ์ทางการเงินบน Blockchain (On-Chain Financial Products)

ในระยะยาว การรับชำระเงินด้วย Stablecoins บริการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัล (Custody) การแปลงสกุลเงิน การบริหาร Treasury การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศบน Blockchain และการเข้าถึงสินทรัพย์โทเคนที่สร้างผลตอบแทน อาจกลายเป็นชุดผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่สำหรับลูกค้าสถาบัน

บริษัทที่สามารถผสานบริการเหล่านี้ให้กลายเป็นกระบวนการทำงานแบบครบวงจร (Integrated Workflow) มีแนวโน้มที่จะสร้างมูลค่าได้มากกว่าบริษัทที่นำเสนอเพียงเทคโนโลยีหรือฟีเจอร์เฉพาะด้าน

ในมุมมองการลงทุน

"บริษัทสามารถกลายเป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้สถาบันการเงินดำเนินงานได้ เมื่อ Stablecoins, Tokenized Deposits และเงินแบบดั้งเดิมต้องทำงานร่วมกันหรือไม่"

ก้าวต่อไปของการนำ Stablecoins ไปใช้งาน

การยอมรับ Stablecoins ในระยะถัดไปจะไม่ได้ถูกวัดจากจำนวนโครงการนำร่องหรือการทดลองอีกต่อไป แต่จะถูกวัดจากการใช้งานจริงในระดับการดำเนินธุรกิจ  สัญญาณสำคัญที่จะสะท้อนการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว ได้แก่

  • ธนาคารเริ่มรับฝากหรือรับชำระเงินด้วย Stablecoins ในฐานะส่วนหนึ่งของบริการ Treasury สำหรับลูกค้าองค์กร
  • ลูกค้าเริ่มแปลงเงินฝากเป็น Stablecoins เพื่อใช้ชำระเงินให้คู่ค้าภายนอก
  • Stablecoins ถูกนำมาใช้ในการชำระเงินระหว่างสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล
  • ระบบ Treasury และ Compliance สามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง
  • ความรับผิดชอบในการดำเนินธุรกิจย้ายจากทีม Innovation ไปสู่หน่วยธุรกิจที่สร้างรายได้โดยตรง
  • บริการที่เกี่ยวข้องกับ Stablecoins เริ่มสร้างรายได้ประจำ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมการชำระเงิน บริการรับฝากสินทรัพย์ การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ หรือการบริหาร Treasury
สามารถรับชมบทสนทนาฉบับเต็มได้ที่ https://youtu.be/ZuPsUDNhbSE 

----------
ที่มา:

วิเคราะห์และเรียบเรียงจาก Session “Stablecoins Inside the Bank Stack: Treasury, Settlement, and the Operating Model for 24/7 Money” ในงาน REDeFiNE TOMORROW 2026

Use and Management of Cookies

We use cookies and other similar technologies on our website to enhance your browsing experience. For more information, please visit our Cookies Notice.

Preferences
Accept

COOKIE SETTINGS

Necessary Cookies

Essential for the website to function properly and cannot be disabled.

Performance Cookies

Help us understand how users interact with the website to improve performance.

Marketing Cookies

Used to deliver relevant advertisements and track marketing effectiveness.