สถาบันการเงินในเอเชียแปซิฟิกกำลังเปลี่ยนแนวทางบริหารเงินทุนอย่างไรในปี 2026

28 ส.ค. 2026
VC Knowledge Sharing
(1200 x 800 px) (4).png

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การพูดถึงสินทรัพย์ดิจิทัลมักถูกวางอยู่บนกรอบของการแข่งขันระหว่างเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็น Blockchain กับ Correspondent Banking  Stablecoinกับระบบการเงินแบบดั้งเดิม หรือการชำระเงินที่เร็วขึ้นกับต้นทุนที่ต่ำลง ซึ่งกรอบความคิดแบบนั้นเริ่มไม่สะท้อนความเป็นจริงของตลาดอีกต่อไป

ในปัจจุบัน ธนาคาร ผู้ให้บริการด้านการชำระเงิน และบริษัทข้ามชาติทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ไม่ได้เริ่มต้นจากการเลือกโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินเป็นอันดับแรก แต่เริ่มจากการมองหาว่าระบบเดิมยังมีปัญหาอยู่ตรงไหน เงินทุนติดอยู่จุดใด สภาพคล่องเคลื่อนย้ายได้ไม่เต็มประสิทธิภาพตรงไหน และลูกค้ากำลังเผชิญข้อจำกัดอะไรบ้าง

กล่าวอีกอย่างหนึ่ง สถาบันการเงินไม่ได้สนใจ Stablecoin เพราะมันเป็นเทคโนโลยีใหม่ แต่สนใจเพราะมันอาจช่วยแก้ปัญหาทางธุรกิจที่ระบบเดิมยังตอบโจทย์ได้ไม่ดีพอ นี่คือสัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่า Digital Assets กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงใหม่ของการใช้งานในระดับสถาบัน จากเดิมที่ถูกมองในฐานะนวัตกรรมหรือโครงการทดลอง สู่การเป็นเครื่องมือที่ถูกประเมินผ่านผลลัพธ์ทางธุรกิจจริง

Fiona Murray, Managing Director, Asia Pacific ของ Ripple ได้เน้นย้ำผ่านมุมมองใน REDeFiNE TOMORROW 2026 ว่า แนวทางที่สถาบันการเงินควรเริ่มต้น ไม่ใช่การพยายามนำ Stablecoin ไปใช้กับทุกระบบในทันที แต่ควรเริ่มจากเส้นทางการชำระเงินระหว่างประเทศที่มีปัญหาชัดเจนที่สุดก่อน

“เริ่มจากเส้นทางการชำระเงินระหว่างประเทศที่ธุรกิจของคุณมีปัญหามากที่สุด แล้วคุณอาจประหลาดใจกับสิ่งที่ Stablecoin สามารถช่วยได้”— Fiona Murray, Managing Director, Asia Pacific, Ripple


สถาบันการเงินไม่ได้เลือกโครงสร้างพื้นฐาน แต่เลือกผลลัพธ์ทางธุรกิจ

 

หนึ่งในความเข้าใจผิดที่ยังพบได้บ่อย คือการมองว่า Stablecoin ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแข่งขันกับระบบการชำระเงินแบบดั้งเดิมในทุกพื้นที่ และท้ายที่สุดจะต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ชนะ โดยในความเป็นจริง สถาบันการเงินไม่ได้ตัดสินใจเช่นนั้น การบริหารเงินทุนระหว่างนิวยอร์กกับลอนดอน มีข้อจำกัดที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากผู้ประกอบการที่ต้องนำเข้าสินค้าจากจีนไปยังไนจีเรีย หรือบริษัทข้ามชาติที่ต้องโยกย้ายสภาพคล่องระหว่างบริษัทในเครือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เส้นทางการชำระเงินระหว่างประเทศแต่ละเส้นทางมีปัญหาไม่เหมือนกัน บางเส้นทางมีสภาพคล่องสูง มีธนาคารตัวกลางจำนวนมาก และมีการแข่งขันที่ทำให้ต้นทุนอยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว ในกรณีเช่นนี้ สถาบันการเงินอาจไม่มีแรงจูงใจมากพอที่จะเปลี่ยนระบบเดิม แต่บางเส้นทางกลับมีข้อจำกัดที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนจากการวางเงินสำรองล่วงหน้า การเข้าถึงเงินดอลลาร์สหรัฐที่ยาก การชำระเงินที่ล่าช้า หรือระบบปลายทางที่ยังไม่รองรับธุรกรรมมูลค่าสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้วยเหตุนี้ สถาบันการเงินจึงไม่ได้เลือกเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดในคราวเดียว แต่ประเมินเป็นรายเส้นทางการชำระเงิน หากระบบเดิมยังทำงานได้ดี ก็ไม่มีเหตุผลที่จะเปลี่ยน แต่หากระบบเดิมสร้างข้อจำกัด Stablecoin ก็สามารถเข้ามาเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยเติมเต็มช่องว่างนั้นได้ อนาคตของการชำระเงินระหว่างประเทศจึงไม่น่าจะเป็นการแข่งขันแบบผู้ชนะเพียงรายเดียว แต่จะเป็นโครงสร้างแบบ Hybrid ที่ระบบเดิมและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทำงานร่วมกัน โดยเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับแต่ละปัญหา

โอกาสที่สำคัญกว่าไม่ใช่ความเร็ว แต่คือประสิทธิภาพในการใช้เงินทุน

ในช่วงแรก Stablecoin มักถูกพูดถึงในฐานะเครื่องมือที่ช่วยให้การโอนเงินเร็วขึ้น ถูกลง และทำงานได้ตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้ยังคงสำคัญ แต่สำหรับสถาบันการเงินและองค์กรขนาดใหญ่ ความเร็วไม่ใช่คุณค่าที่สำคัญที่สุดเสมอไป

สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการปลดล็อกเงินทุนที่ติดอยู่ในระบบ ซึ่งระบบ Correspondent Banking แบบเดิมยังพึ่งพาการวางเงินสำรองไว้ล่วงหน้าในหลายประเทศ เพื่อให้สามารถชำระเงินหรือให้บริการลูกค้าได้เมื่อจำเป็น แต่การถือเงินไว้ล่วงหน้าในหลายตลาดหมายความว่าองค์กรต้องกันเงินทุนจำนวนมากไว้ในบัญชีที่อาจไม่ได้ถูกใช้งานตลอดเวลา

สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาด้านการชำระเงิน แต่เป็นปัญหาด้าน Balance Sheet เงินทุนที่ถูกพักไว้ในหลายประเทศ คือเงินทุนที่ไม่สามารถนำไปลงทุน ไม่สามารถนำไปสร้างผลตอบแทน และไม่สามารถนำไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจได้อย่างเต็มที่

Stablecoin เสนอโมเดลที่ต่างออกไป แทนที่จะต้องวางเงินไว้ล่วงหน้าในทุกตลาด สถาบันการเงินสามารถเคลื่อนย้ายสภาพคล่องได้เมื่อต้องการ ผ่านโครงสร้างพื้นฐานที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง แนวทางนี้ช่วยให้สถาบันการเงินสามารถลดความจำเป็นในการถือเงินสำรองล่วงหน้า เพิ่มความคล่องตัวในการบริหาร Treasury ใช้สภาพคล่องแบบ Just-in-Time ชำระเงินนอกเวลาทำการของธนาคาร และดำเนินธุรกรรมได้ต่อเนื่องแม้ในวันหยุด

สำหรับ CFO หรือฝ่ายบริหารเงินทุนขององค์กร การปลดล็อกเงินทุนที่เคยถูกพักไว้ อาจสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่าการลดเวลาการโอนเงินจากสองวันเหลือเพียงไม่กี่นาทีเสียอีก นี่คือเหตุผลที่ Stablecoin กำลังถูกมองในมิติที่ลึกกว่าการเป็นเพียงเครื่องมือชำระเงินเร็วขึ้น แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้เงินทุนขององค์กร

 

Trade Finance อาจเป็น Use Case ที่สำคัญที่สุดของ Stablecoin

 

หนึ่งใน Use Case ที่มีศักยภาพสูงที่สุดของ Stablecoin คือการค้าระหว่างประเทศ สำหรับธุรกิจจำนวนมากในตลาดเกิดใหม่ ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่การโอนเงินช้าเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเข้าถึงเงินดอลลาร์สหรัฐ ในหลายประเทศ การค้าระหว่างประเทศยังคงอ้างอิงเงินดอลลาร์เป็นหลัก ผู้ประกอบการที่ต้องการซื้อสินค้าจากต่างประเทศจึงจำเป็นต้องหาเงินดอลลาร์ก่อนทำธุรกรรม

ตัวอย่างเช่น ผู้ประกอบการในไนจีเรีย ที่ต้องการนำเข้าสินค้าจากจีน อาจต้องใช้เวลาหลายวันในการหาเงินดอลลาร์ผ่านระบบธนาคารท้องถิ่น พร้อมแบกรับต้นทุนด้านอัตราแลกเปลี่ยนและค่าธรรมเนียมที่สูง หากธุรกรรมนั้นเกี่ยวข้องกับการค้าปริมาณมาก ความล่าช้าเพียงไม่กี่วันอาจส่งผลต่อเงินทุนหมุนเวียน สินค้าคงคลัง และความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ Stablecoin สามารถลดข้อจำกัดนี้ได้ เพราะช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงเงินดอลลาร์ดิจิทัลที่สามารถเคลื่อนย้ายได้รวดเร็วและต่อเนื่องมากขึ้น

ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเอเชียแปซิฟิก เพราะภูมิภาคนี้เป็นศูนย์กลางของห่วงโซ่อุปทานโลก เชื่อมโยงการค้าระหว่างผู้ผลิตในเอเชียกับตลาดในแอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้ให้บริการที่สามารถทำให้ธุรกิจเข้าถึงสภาพคล่องและชำระเงินข้ามพรมแดนได้ง่ายขึ้น จะมีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างการค้าระหว่างประเทศในอนาคต

Stablecoin กำลังพัฒนาเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน ไม่ใช่แค่ระบบการชำระเงิน

อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ คือสถาบันการเงินเริ่มมองบทบาทของ Stablecoin กว้างกว่าการชำระเงิน อย่างไรก็ตาม การชำระเงินยังคงเป็น Use Case สำคัญ แต่การใช้งานในตลาดทุนกำลังได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ

Stablecoin ที่อยู่ภายใต้กรอบกำกับดูแลสามารถทำหน้าที่เหมือน Programmable Cash หรือเงินสดดิจิทัลที่สามารถเคลื่อนย้ายระหว่างระบบต่าง ๆ ได้แทบจะทันที ไม่ว่าจะเป็นตลาดซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล หลักประกัน กองทุน Tokenized หรือระบบบริหาร Treasury ขององค์กร

แทนที่สภาพคล่องจะหยุดนิ่งระหว่างธุรกรรม เงินทุนสามารถหมุนเวียนต่อไปยังฟังก์ชันทางการเงินอื่น ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างที่เริ่มเห็นมากขึ้น คือการเชื่อมต่อ Stablecoin เข้ากับกองทุน Money Market Fund ในรูปแบบ Tokenized รวมถึงการใช้ Stablecoin เป็นเครื่องมือสำหรับบริหารหลักประกันแบบเรียลไทม์

เมื่อสินทรัพย์ทางการเงินถูก Tokenized และ Stablecoin ทำหน้าที่เป็นเงินสดดิจิทัลที่ใช้เคลื่อนย้ายเข้าออกสินทรัพย์เหล่านั้นได้ทันที บทบาทของ Stablecoin จึงเปลี่ยนจากการเป็นเครื่องมือโอนเงิน ไปสู่การเป็น Liquidity Layer หรือชั้นโครงสร้างพื้นฐานด้านสภาพคล่องของระบบการเงิน

สิ่งนี้เปิดโอกาสให้สถาบันการเงินบริหารหลักประกัน ชำระราคาในตลาดทุน เข้าถึงสินทรัพย์เพื่อการลงทุน และบริหารสภาพคล่องได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ในระยะยาว Stablecoin อาจไม่ได้มีความสำคัญเพราะมันใช้ชำระเงินได้เร็วกว่าเท่านั้น แต่เพราะมันสามารถเชื่อมต่อการชำระเงิน สภาพคล่อง หลักประกัน และสินทรัพย์ดิจิทัลเข้าด้วยกันในระบบเดียว

ธนาคารไม่ได้ต้องการรื้อระบบเดิมทั้งหมด

สถาบันการเงินไม่ได้ต้องการสร้างระบบใหม่ทั้งหมดเพื่อรองรับสินทรัพย์ดิจิทัล ในทางปฏิบัติ องค์กรขนาดใหญ่ไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างเทคโนโลยีหลักของตัวเองอย่างรวดเร็ว ระบบ Treasury ระบบบัญชี ระบบ ERP กระบวนการ Compliance และโครงสร้างการบริหารความเสี่ยง ล้วนเป็นระบบที่พัฒนามาเป็นเวลานานและมีความซับซ้อนสูง

ดังนั้น การนำ Stablecoin หรือ Digital Assets เข้ามาใช้ จึงไม่ได้หมายความว่าธนาคารต้องรื้อระบบเดิมทั้งหมด สิ่งที่สถาบันการเงินต้องการมากกว่า คือการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลผ่านพันธมิตรที่มีใบอนุญาต มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี และสามารถรับผิดชอบส่วนที่ซับซ้อน เช่น Custody, Wallet Infrastructure, On-chain Compliance, การกำกับดูแล และการบริหารความเสี่ยง

เทคโนโลยีใหม่ควรเชื่อมต่อกับระบบเดิมได้ ไม่ใช่บังคับให้องค์กรต้องเปลี่ยนทุกอย่างตั้งแต่ต้น รูปแบบนี้คล้ายกับการเปลี่ยนผ่านสู่ Cloud Computing ในอดีต องค์กรส่วนใหญ่ไม่ได้สร้างธุรกิจใหม่ทั้งหมดเพื่อใช้ Cloud แต่ Cloud ค่อย ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลัง ขณะที่กระบวนการทางธุรกิจหลักยังคงดำเนินต่อไป

Stablecoin กำลังเดินในเส้นทางที่คล้ายกัน การใช้งานในระดับสถาบันจะเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น หากเทคโนโลยีสามารถเข้าไปทำงานร่วมกับระบบเดิม ลดความซับซ้อน และสร้างคุณค่าให้ลูกค้าได้โดยไม่เพิ่มภาระด้านปฏิบัติการมากเกินไป

จุดที่ระบบมักสะดุด ไม่ใช่บน Blockchain เสมอไป

แม้ Stablecoin จะช่วยให้การชำระเงินข้ามพรมแดนมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่การนำไปใช้จริงในระดับองค์กรยังมีข้อจำกัดหลายประการ หนึ่งในประเด็นสำคัญคือปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบน Blockchain เท่านั้น

การโอนเงินระหว่างประเทศเกี่ยวข้องกับหลายระบบ หลายสกุลเงิน หลายกฎระเบียบ และหลายผู้ให้บริการในแต่ละประเทศ แม้การเคลื่อนย้ายมูลค่าระหว่างต้นทางและปลายทางจะเร็วขึ้น แต่ขั้นตอนสุดท้ายในการแปลงกลับเป็นเงินท้องถิ่น หรือการเข้าถึงบัญชีปลายทางยังคงขึ้นอยู่กับโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศนั้น ๆ บางประเทศมีระบบชำระเงินแบบ Real-time ที่มีประสิทธิภาพสูง แต่ยังอาจมีข้อจำกัดด้านวงเงิน ธุรกรรมขนาดใหญ่ขององค์กรจึงไม่สามารถใช้ระบบปลายทางแบบเดียวกับธุรกรรมรายย่อยได้เสมอไป

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องสภาพคล่องในตลาดท้องถิ่น การเชื่อมต่อระหว่าง Stablecoin กับเงิน Fiat และความพร้อมของผู้ให้บริการที่สามารถทำ On-ramp และ Off-ramp ได้อย่างถูกต้องตามกฎระเบียบ สิ่งเหล่านี้ทำให้การใช้ Stablecoin ในระดับ Production ต้องอาศัยมากกว่าเทคโนโลยีที่เร็ว ต้องอาศัยเครือข่ายพันธมิตร สภาพคล่อง กฎระเบียบที่ชัดเจน และความสามารถในการเชื่อมต่อกับระบบการเงินในแต่ละประเทศ

ความพร้อมของแต่ละเส้นทางการชำระเงินไม่เท่ากัน

ไม่ใช่ทุกเส้นทางการชำระเงินระหว่างประเทศจะพร้อมสำหรับ Stablecoin ในระดับเดียวกัน บางตลาดมีกรอบกำกับดูแลที่ชัดเจน มีสถาบันการเงินที่พร้อมทดลองใช้งาน และมีผู้ให้บริการที่สามารถเชื่อมต่อเงิน Fiat เข้ากับ Stablecoin ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่บางตลาดยังมีข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ สภาพคล่อง หรือความพร้อมของสถาบันการเงิน

ในบางประเทศ หน่วยงานกำกับดูแลอาจยังไม่อนุญาตให้ใช้ Stablecoin หรือกำหนดให้ต้องใช้ Stablecoin ที่ออกในประเทศเท่านั้น ซึ่งทำให้ Stablecoin ระดับโลกไม่สามารถเข้าไปใช้งานได้โดยตรง ในบางกรณี องค์กรอาจยังไม่พร้อมด้านเทคโนโลยี การดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล หรือกระบวนการ Compliance

ดังนั้น ความพร้อมของ Stablecoin จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัว Stablecoin เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับระบบนิเวศทั้งหมด ตั้งแต่กฎระเบียบ ผู้ให้บริการสภาพคล่อง พาร์ตเนอร์ท้องถิ่น ธนาคาร ผู้ประกอบการ และโครงสร้างพื้นฐานปลายทาง

นี่คือเหตุผลที่การยอมรับ Stablecoin จะเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป และอาจเริ่มจากเส้นทางการชำระเงินที่มี Pain Point ชัดเจนที่สุดก่อน

กฎระเบียบกำลังกลายเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขัน

ในเอเชียแปซิฟิก หลายตลาดเริ่มมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งต่างกำลังพัฒนากรอบกำกับดูแลสำหรับ Stablecoin และ Digital Assets

สำหรับธนาคารและสถาบันการเงิน สิ่งที่ต้องการไม่ใช่เพียงการพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีทำงานได้ แต่คือความชัดเจนว่ากฎเกณฑ์อนุญาตให้ทำอะไรได้บ้าง ความเสี่ยงอยู่ตรงไหน และโครงสร้างแบบใดที่สามารถนำไปใช้งานจริงได้ในระยะยาว

เมื่อกฎระเบียบเริ่มชัดเจน บทสนทนาภายในองค์กรก็เปลี่ยนจากการทดลองเล็ก ๆ ไปสู่การวางกลยุทธ์ระดับองค์กร 

นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ เพราะสะท้อนว่า Digital Assets กำลังขยับจากพื้นที่ของ Innovation Team ไปสู่การเป็นประเด็นเชิงกลยุทธ์ขององค์กร

เป้าหมายไม่ใช่การแทนที่ระบบการเงินเดิม

บทเรียนสำคัญจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ คือ Stablecoin ไม่จำเป็นต้องแทนที่ระบบการเงินเดิมทั้งหมดเพื่อสร้างคุณค่า Stablecoin กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการชำระเงินและบริหารสภาพคล่องที่ทำงานร่วมกับระบบเดิม

สถาบันการเงินไม่ได้กำลังสร้างระบบใหม่เพื่อทำลายระบบเก่า แต่กำลังสร้างความยืดหยุ่นและทางเลือกเพิ่มเติมให้กับโครงสร้างพื้นฐานของตัวเอง ในบางเส้นทางการชำระเงิน ระบบเดิมอาจยังเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด แต่ในบางเส้นทาง Stablecoin อาจช่วยลดต้นทุน เพิ่มความเร็ว ปลดล็อกสภาพคล่อง หรือเปิดโอกาสให้ธุรกิจเข้าถึงตลาดใหม่ได้ดีกว่า แนวทางที่เหมาะสมจึงไม่ใช่การมองว่าเทคโนโลยีใดจะชนะทั้งหมด แต่คือการเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมกับแต่ละปัญหา

ท้ายที่สุด ความสำเร็จของ Stablecoin ในระดับสถาบันจะไม่ได้วัดจากจำนวนธุรกรรมเพียงอย่างเดียว แต่จะวัดจากความสามารถในการทำให้เงินทุนเคลื่อนย้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดสภาพคล่องที่ติดอยู่ในระบบ ขยายการเข้าถึงตลาดโลก และช่วยให้สถาบันการเงินสามารถให้บริการลูกค้าได้ดีขึ้น

นี่อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดของ Stablecoin ในปี 2026 ไม่ใช่การเป็นเทคโนโลยีที่มาแทนที่ระบบเดิม แต่คือการกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ระบบการเงินเดิมทำงานได้ดีขึ้น ยืดหยุ่นขึ้น และตอบโจทย์เศรษฐกิจโลกที่เคลื่อนที่ตลอดเวลาได้มากขึ้น


มุมมองของ SCB 10X

จากมุมมองของ SCB 10X สิ่งที่น่าจับตาไม่ใช่การที่สถาบันการเงินเริ่มนำ Digital Assets มาใช้มากขึ้น แต่คือ การที่เกณฑ์ในการประเมินเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนไป

ในช่วงแรกของอุตสาหกรรม ความสามารถของเทคโนโลยีเป็นปัจจัยหลักในการสร้างความแตกต่าง แต่เมื่อผู้ใช้งานเปลี่ยนมาเป็นสถาบันการเงิน ความได้เปรียบกลับไม่ได้วัดจากว่าเทคโนโลยีทำอะไรได้มากเพียงใด หากวัดจากว่า เทคโนโลยีนั้นสามารถเข้าไปแก้ปัญหาทางธุรกิจได้มากเพียงใด

การเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลต่อทิศทางของทั้งอุตสาหกรรม เพราะการแข่งขันในระยะต่อไปจะไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่จะถูกกำหนดโดยความเข้าใจในปัญหาของสถาบันการเงิน ตั้งแต่การบริหารสภาพคล่อง การดำเนินงานระหว่างประเทศ ไปจนถึงการปฏิบัติตามกฎระเบียบ

สำหรับนักลงทุน นี่อาจเป็นสัญญาณว่า ผู้ชนะในรอบถัดไปจะไม่ใช่บริษัทที่มีเทคโนโลยีล้ำหน้าที่สุดเสมอไป แต่คือบริษัทที่สามารถเปลี่ยนเทคโนโลยีให้กลายเป็น โครงสร้างพื้นฐานที่สถาบันการเงินนำไปใช้งานได้จริง และสร้างผลลัพธ์ที่วัดผลได้ในระดับองค์กร

รับชมบทสนทนาฉบับเต็มที่ https://youtu.be/_3AH3YnNEj4 

Use and Management of Cookies

We use cookies and other similar technologies on our website to enhance your browsing experience. For more information, please visit our Cookies Notice.

Preferences
Accept

COOKIE SETTINGS

Necessary Cookies

Essential for the website to function properly and cannot be disabled.

Performance Cookies

Help us understand how users interact with the website to improve performance.

Marketing Cookies

Used to deliver relevant advertisements and track marketing effectiveness.