Banking on Crypto: เจาะลึกวิวัฒนาการ ‘Custody’ ในโลกสินทรัพย์ดิจิทัล
เจาะลึกข้อมูล Cryptocurrency ไปกับผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรแนวหน้าจากงาน REDeFiNE TOMORROW 2025 ในประเด็นสำคัญหัวข้อ “Banking on Crypto: Custody in the Digital Asset Era” พร้อมด้วย Diogo Monica, General Partner ของ Haun Ventures และผู้ร่วมก่อตั้ง Anchorage Digital และคุณไพลิน วิชากูล, CIO ของ SCB 10X พูดคุยถึงวิวัฒนาการของเทคโนโลยีการจัดเก็บสินทรัพย์ดิจิทัล (Custody) และอนาคตของวงการ Crypto 
เส้นทางจากนักวิจัยความปลอดภัยสู่ผู้ก่อตั้งและ VC
- Diogo Monica เล่าถึงเส้นทางอาชีพที่หลากหลาย ตั้งแต่การเป็นนักวิจัยด้านความปลอดภัย, วิศวกรความปลอดภัยยุคบุกเบิกที่ Square, ผู้ร่วมก่อตั้ง Anchorage Digital, ไปจนถึงนักลงทุน (Venture Capital) ที่ Haun Ventures แต่หัวใจหลักของงานทั้งหมดกลับเป็นสิ่งเดียวกันมาตลอด 20 ปี นั่นคือ "ระบบแบบกระจายศูนย์ (Distributed Systems) และความปลอดภัย (Security)"
- เริ่มต้นจากการเป็นนักวิจัยระดับปริญญาเอกที่ศึกษาพื้นฐานของเทคโนโลยีที่ Bitcoin นำมาใช้แก้ปัญหา ก่อนจะนำความรู้มาประยุกต์ใช้จริงที่ Square เพื่อปกป้องข้อมูลบัตรเครดิตหลายพันล้านใบ
- ด้วยแรงบันดาลใจจากผู้ประกอบการใน Silicon Valley จึงร่วมก่อตั้ง Anchorage Digital และล่าสุดได้ผันตัวมาเป็นนักลงทุนเต็มตัว ซึ่งเป็นการต่อยอดจากประสบการณ์การลงทุนส่วนตัว (Angel Investments) กว่า 150 บริษัท ซึ่ง Diogo มองว่าทุกบทบาทเป็นเพียงการเดินทางที่ต่อเนื่อง ทำให้สามารถผสมผสานทักษะการสร้างบริษัทและการลงทุนเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว
จุดเริ่มต้นของ Anchorage คือการแก้ปัญหาที่ถูกจุดในวันที่ตลาดว่างเปล่า
- ในปี 2017 การโน้มน้าวให้สถาบันการเงินเชื่อใจวิศวกรความปลอดภัยเพียงสองคนให้ดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่ามหาศาลเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก แต่ Diogo เล่าว่าในยุคนั้นยังไม่มีผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถืออย่างแท้จริงในตลาด ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบ
- จุดเปลี่ยนสำคัญคือการตระหนักว่าปัญหาหลักของการจัดเก็บ Crypto คือ ปัญหาด้านเทคโนโลยีและความปลอดภัย ไม่ใช่เรื่องการเงินแบบดั้งเดิม เพราะในโลก Crypto "ไม่มีการย้อนกลับธุรกรรม" หรือ "Chargeback" ดังนั้น หากเกิดข้อผิดพลาด สินทรัพย์จะสูญหายถาวร และด้วยเหตุนี้ ทีมวิศวกรความปลอดภัยที่มีประสบการณ์สูงจึงกลายเป็นทีมที่เหมาะสมที่สุดในการแก้ปัญหานี้
- แรงผลักดันแรกในการก่อตั้งบริษัทมาจากเหตุการณ์จริง เมื่อกองทุนแห่งหนึ่งทำ Bitcoin มูลค่า 1.5 ล้านดอลลาร์หายและต้องการความช่วยเหลือ พร้อมเสนอส่วนแบ่ง 20% หากกู้คืนได้สำเร็จ เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าแม้แต่นักลงทุนที่เชี่ยวชาญก็ยังขาดความรู้ด้านการจัดการ Private Key จึงทำให้เห็นช่องว่างในตลาดและนำไปสู่การก่อตั้ง Anchorage ซึ่ง Chris Dixon นักลงทุนชื่อดังได้กล่าวถึงทีมของพวกเขาว่าเป็น "Founder-Market Fit" ที่สมบูรณ์แบบ
ธนาคาร Crypto ถูกกฎหมายแห่งแรกของสหรัฐฯ
- นอกเหนือจากการสร้างความเชื่อมั่นกับลูกค้าแล้ว Anchorage ยังสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นบริษัท Crypto แห่งแรกที่ได้รับ ใบอนุญาตประกอบกิจการธนาคารจากรัฐบาลกลาง (Federal Banking Charter) ในปี 2021
- เป้าหมายคือการให้บริการแก่สถาบันการเงิน ซึ่งต้องการทำงานกับองค์กรที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล โดยการได้รับใบอนุญาตนี้เปรียบเสมือนการ "ยืมความน่าเชื่อถือ" จากหน่วยงานกำกับดูแล ทำให้ลูกค้าสถาบันไว้วางใจในใบอนุญาต แทนที่จะต้องเสียเวลาและทรัพยากรในการตรวจสอบด้านเทคนิคที่ซับซ้อนด้วยตนเอง
- Diogo เปรียบเทียบว่า "การเป็น Founder เหมือนตื่นมาโดนต่อยที่หน้าทุกวัน แต่การทำธุรกิจ Crypto ที่ต้องขอใบอนุญาตด้วยนั้นเหมือนโดนต่อยที่ท้องเพิ่มอีกหมัด" อย่างไรก็ตาม ความยากลำบากนี้คือสิ่งที่สร้างมูลค่ามหาศาลให้กับธุรกิจและเป็นความภาคภูมิใจของทีมที่ได้บุกเบิกเส้นทางนี้ให้กับอุตสาหกรรม
เทคนิคการสร้างธุรกิจที่ยืดหยุ่นเพื่อรับมือกับความผันผวน
นอกเหนือจากการฝ่าฟันความท้าทายด้านกฎระเบียบจนได้รับใบอนุญาต อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของการสร้าง Anchorage Digital ให้ยั่งยืนคือการวางรากฐานธุรกิจและวัฒนธรรมองค์กรที่สามารถทนทานต่อความผันผวนรุนแรงอันเป็นเอกลักษณ์ของโลก Crypto ได้ โดย Diogo ได้แบ่งปันบทเรียนสำคัญในเรื่องนี้ ได้แก่:
- ความยืดหยุ่นของโมเดลธุรกิจ: การทำธุรกิจ Crypto เปรียบเสมือนการเล่นเกมใน "โหมดที่ยากที่สุด" เพราะรายได้อาจหายไปถึง 80% ในช่วงตลาดหมี (Bear Market) และบทเรียนสำคัญคือ การกระจายความเสี่ยงของรายได้ จากเดิมที่อิงกับราคาสินทรัพย์โดยตรง ปรับปรุงไปสู่โมเดลที่คาดการณ์ได้ง่ายขึ้น เช่น ค่าบริการแพลตฟอร์ม, โมเดลค่าสมาชิก (Subscription) และบริการที่อิงกับเงินดอลลาร์อย่าง Stablecoin เพื่อให้ธุรกิจยังคงดำเนินต่อไปได้แม้ในตลาดขาลง
- ความยืดหยุ่นของวัฒนธรรมองค์กร: ในช่วงตลาดหมี บริษัท Crypto หลายแห่งต้องเผชิญกับปัญหาพนักงานลาออกสูงถึง 40-50% วิธีป้องกันคือการสร้างวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งและ คัดเลือกพนักงานที่มีความเชื่อมั่นใน Crypto อย่างแท้จริง (High Crypto Conviction) ตั้งแต่แรก เพื่อให้ทีมยังคงมีกำลังใจและมองเห็นเป้าหมายระยะยาวร่วมกัน โดยยึดหลักว่า "เราสร้างในช่วงตลาดหมี และเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ในช่วงตลาดกระทิง"
วิวัฒนาการของเทคโนโลยี Crypto Custody
แน่นอนว่าโมเดลธุรกิจและวัฒนธรรมองค์กรเป็นสิ่งสำคัญ แต่หัวใจที่แท้จริงของผู้ให้บริการจัดเก็บสินทรัพย์ดิจิทัลก็คือเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง ซึ่ง Diogo ได้เจาะลึกถึงวิวัฒนาการของเทคโนโลยีการจัดเก็บสินทรัพย์ (Custody) ตั้งแต่ยุคแรกเริ่มที่เรียบง่ายอย่างหรือ Cold Storage ไปจนถึงสถาปัตยกรรมความปลอดภัยที่ซับซ้อนในปัจจุบัน
- จาก "Pirate Custody" สู่ระบบอัตโนมัติ: ในยุคแรก การจัดเก็บคริปโตที่เรียกว่า "Pirate Custody" คือการนำ USB ที่เก็บ Private Key ไปใส่ไว้ในตู้เซฟ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงจากความผิดพลาดของมนุษย์ ซึ่ง Anchorage ได้พัฒนาระบบที่ก้าวข้ามข้อจำกัดนี้โดยใช้ “Policy Engine” หรือระบบกำหนดนโยบายอัตโนมัติมาแทนที่กระบวนการของมนุษย์ แต่ยังคงรักษาความปลอดภัยสูงสุดด้วยการเก็บสินทรัพย์แบบออฟไลน์ ไม่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตโดยตรง
- มุมมองต่อ Multi-Party Computation (MPC): เมื่อตลาดต้องการความเร็วในการทำธุรกรรมที่สูงขึ้น เทคโนโลยีอย่าง MPC จึงเข้ามามีบทบาท แต่ Diogo มองว่า "MPC กลายเป็นคำทางการตลาดไปเสียส่วนใหญ่" สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การนำไปใช้งาน (Implementation) เพราะหากนำไปใช้ไม่ถูกต้อง ก็อาจมีความปลอดภัยไม่ต่างจากการเก็บ Private Key ไว้ในที่เดียว นอกจากนี้ MPC เป็นเทคนิคในการสร้างและเซ็นลายเซ็นดิจิทัล แต่ไม่ได้แก้ปัญหาว่าจะ "จัดเก็บ" ชิ้นส่วนของ Key ที่แยกออกมาอย่างไรให้ปลอดภัย
อนาคตของการแข่งขัน กฎระเบียบ และโอกาส
- "Co-opetition" กับธนาคารดั้งเดิม: Diogo เชื่อว่าธนาคารแบบดั้งเดิมจะเข้ามาในตลาด Crypto อย่างแน่นอน แต่จะเคลื่อนไหวช้า และอาจเริ่มต้นแค่บริการพื้นฐานอย่างการจัดเก็บ Bitcoin เท่านั้น โดยความสัมพันธ์จะเป็นในรูปแบบของ "Co-opetition" คือมีการแข่งขันและร่วมมือกัน ส่วนผู้ให้บริการ Crypto โดยเฉพาะจะยังคงมีความได้เปรียบด้านความเร็วความคล่องตัว และการรองรับสินทรัพย์ที่หลากหลายกว่าหลายพันชนิด
- Stablecoins คือโอกาสครั้งสำคัญ: กฎระเบียบใหม่ๆ เช่น "Genius Act" (ชื่อที่ใช้อ้างอิงถึงกฎหมาย Stablecoin) กำลังผลักดันให้ผู้ออก Stablecoin ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลและใช้บริการ Custody ที่ได้รับใบอนุญาตระดับประเทศ ซึ่งเป็นโอกาสโดยตรงสำหรับ Anchorage และยังเป็นสัญญาณว่า Stablecoin กำลังจะกลายเป็นส่วนสำคัญของระบบการเงินโลก
- โอกาสในระดับโลกและ "Global Fintech": Diogo ชี้ว่า Stablecoins คือ "รางเงินใหม่" ที่ช่วยให้ Fintech สามารถสร้างบริการระดับโลกได้อย่างสะดวก โดยไม่ต้องขอใบอนุญาตและเชื่อมต่อระบบทีละประเทศเหมือนในอดีต นับว่าเป็นโอกาสในการสร้าง "ฟินเทคระดับโลกอย่างแท้จริง" (Truly Global Fintech) เป็นครั้งแรก
วิวัฒนาการของ ETF เมื่อ "Staking" กลายเป็นปัจจัยสำคัญ
-
Diogo ให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับอนาคตของ Crypto ETF โดยระบุว่าแม้ Bitcoin ETF จะประสบความสำเร็จอย่างมาก แต่ Ethereum ETF ในปัจจุบันยังไม่สมบูรณ์ เพราะไม่สามารถรองรับฟังก์ชันการ Staking ได้
-
เขาชี้ว่าผลตอบแทนจากการ Staking ของสินทรัพย์แบบ Proof-of-Stake เช่น Solana ซึ่งอยู่ที่ระดับ 5–7% ต่อปี ถือว่าสูงเกินกว่าที่นักลงทุนสถาบันจะมองข้าม และการที่ ETF ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนในส่วนนี้ได้จึงเป็นข้อเสียเปรียบสำคัญ
-
อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้ ไม่ใช่ข้อจำกัดทางเทคนิคสำหรับผู้ให้บริการ Custody อย่าง Anchorage ซึ่งมีระบบพร้อมรองรับ Staking อยู่แล้ว แต่เป็นเรื่องของโครงสร้างทางกฎหมายของ ETF โดยเฉพาะในแง่กฎระเบียบและภาษี ที่หน่วยงานกำกับดูแลยังต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจและอนุมัติ แต่ข่าวดีคือ ขณะนี้มีผู้ให้บริการเริ่มยื่นขออนุมัติ ETF ที่รวมความสามารถในการ Staking แล้ว ซึ่งเป็นพัฒนาการที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
“Money Apps” กับการเป็นคลื่นลูกต่อไป และคำเชิญถึงเหล่า Founder
เมื่อโครงสร้างพื้นฐานของ Crypto พัฒนาไปอย่างมากและแข็งแกร่งขึ้น Diogo ได้คาดการณ์ว่าคลื่นลูกต่อไปคือ "Money Apps" หรือแอปพลิเคชันทางการเงินสำหรับผู้บริโภคที่สร้างขึ้นบน Stablecoins เช่น แอปโอนเงินข้ามพรมแดนหรือบัตรเครดิตระดับโลก จะสามารถสร้างผลกระทบอย่างมหาศาลโดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่
สุดท้าย เขาได้ฝากข้อความถึงผู้ประกอบการว่า:
"หากคุณกำลังมองหาโอกาสในการสร้างบริษัท และธุรกิจของคุณเกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมข้ามพรมแดน ไม่ต้องมองไปที่ไหนไกล Stablecoins คือรางเงินใหม่ที่กำลังเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง จงสร้างธุรกิจของคุณบนเทคโนโลยีนี้"
