เมื่อ Stablecoin ไม่ได้มีไว้แค่โอนเงิน แล้วธุรกิจจะสร้างมูลค่าจากเงินที่อยู่นิ่งได้อย่างไร?

27 ส.ค. 2026
trending

(1200 x 800 px) (685 x 511 px) (1200 x 800 px).png
หลายคนจะคุ้นเคยกับ Stablecoin ในฐานะสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีมูลค่าผูกกับเงิน Fiat อย่างดอลลาร์สหรัฐ และถูกนำมาใช้เพื่อโอนเงินหรือชำระเงินได้รวดเร็วกว่าระบบการเงินแบบเดิม

แต่เมื่อ Stablecoin ถูกใช้งานมากขึ้น คำถามของธนาคาร FinTech และ Neobank ก็เริ่มเปลี่ยนไป จากเดิมที่ถามว่า “เราจะรองรับ Stablecoin ได้อย่างไร?” กลายเป็น “เมื่อมี Stablecoin อยู่ในระบบแล้ว เราจะทำอะไรกับเงินเหล่านี้ต่อได้บ้าง?”

เพราะหากมี Stablecoin จำนวนมากอยู่ใน Account หรือ Wallet แต่ไม่ได้ถูกนำไปใช้งานต่อ ก็ไม่ต่างจากการเก็บเงินไว้ใต้ที่นอน เพียงแต่เป็น “Digital Mattress” เท่านั้น

นี่คือหนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจจากเซสชั่น The Yield Layer for Platforms: Turning Stablecoin Balances into Revenue, Retention, and Onchain Products โดย Reid Cuming CEO & Co-Founder ของ Ground ในงาน REDeFiNE TOMORROW 2026 ที่พูดถึงโอกาสของการเปลี่ยน Stablecoin Balance ให้กลายเป็น Yield สร้างรายได้ให้ธุรกิจ เพิ่ม Retention และต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่

ต่อไปนี้คือประเด็นสำคัญบางส่วนจากเซสชั่นนี้

 

1. Stablecoin กำลังเปลี่ยนจากเงินที่ใช้ “จ่าย” เป็นเงินที่สามารถ “ทำงาน” ได้

ในช่วงแรก Stablecoin มีบทบาทสำคัญในฐานะ Store of Value โดยเฉพาะการช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าถึงสินทรัพย์ที่อิงกับดอลลาร์ หลังจากนั้น Stablecoin เริ่มกลายเป็น Payment Rail สำหรับการโอนเงินข้ามประเทศ การชำระเงิน และการ Settlement ที่รวดเร็วขึ้น

จนวันนี้ Stablecoin กำลังก้าวไปอีกขั้น คือการเป็น Operational Tool ที่ธุรกิจสามารถนำไปใช้กับบริการทางการเงิน Balance Sheet หรือแม้แต่ Payroll ได้

แต่ Reid Cuming CEO & Co-Founder ของ Ground มองว่า ยังมีมูลค่าอีกจำนวนมากที่ซ่อนอยู่ใน Stablecoin เหล่านี้

เพราะเมื่อ Stablecoin อยู่ใน Account เฉย ๆ เงินก็ไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรเพิ่มเติม ทั้งที่เทคโนโลยี Blockchain เปิดโอกาสให้สามารถนำสินทรัพย์ไปสร้างผลตอบแทน ปล่อยกู้ หรือเชื่อมต่อกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่น ๆ ได้

แนวคิดสำคัญจึงเป็นการเปลี่ยน Idle Balance ให้กลายเป็น Active Balance หรือทำให้เงินที่เคยนอนนิ่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มเติมได้

2. ผลตอบแทน ไม่ได้มีไว้แค่สร้างรายได้ แต่ใช้ดึงดูดและรักษาลูกค้าได้ด้วย

เมื่อ FinTech และ Neobank เริ่มมี Stablecoin Balance คงคลังมากขึ้น คำถามต่อมาคือผลตอบแทน  (Yield) ที่เกิดจากสินทรัพย์เหล่านั้นควรถูกนำไปใช้กับอะไร?

บางบริษัทอาจนำ Yield กลับไปให้ลูกค้า เพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์น่าสนใจขึ้นและใช้เป็นเครื่องมือในการดึงดูดลูกค้า บางบริษัทอาจใช้ Yield เพื่อรักษาลูกค้า ทำให้ลูกค้ามีเหตุผลที่จะเก็บ Stablecoin Balance และใช้บริการอยู่บนแพลตฟอร์มต่อไป เพราะในโลก FinTech ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนไปใช้คู่แข่งได้ง่ายมาก

ขณะที่บางบริษัทอาจมอง Yield เป็น Revenue Stream เก็บรายได้บางส่วนไว้กับธุรกิจ แล้วนำกลับไปลงทุนกับผลิตภัณฑ์ หรือ การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (R&D) สิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดตอนนี้จึงเป็นช่วงของการทดลองเพราะแต่ละแพลตฟอร์มมีทั้งกลุ่มผู้ใช้ เป้าหมาย และระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน

3. ประสบการณ์ที่ดี คือผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าเบื้องหลังซับซ้อนแค่ไหน

หนึ่งในปัญหาของการนำ DeFi มาใช้กับผลิตภัณฑ์ทางการเงินคือความซับซ้อน หากผู้ใช้ต้องเลือก Blockchain เอง เชื่อมต่อ Protocol จัดการ Private Key หรือทำความเข้าใจกระบวนการทั้งหมดก่อนจะเริ่มสร้าง Yield ได้ โอกาสที่ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะเข้าถึงผู้ใช้ทั่วไปก็ยิ่งยากขึ้น

ตัวอย่างหนึ่งที่ถูกพูดถึงในเซสชั่นคือ Coinbase ที่ได้นำ DeFi Protocol อย่าง Morpho มาใช้งานเพื่อให้เข้ากับประสบการณ์ของผู้ใช้

แทนที่ผู้ใช้จะต้องจัดการ Integration, Seed Phrase หรือ Private Key หลายขั้นตอน ประสบการณ์สามารถถูกลดความซับซ้อนลงจนเหลือการกดเพียงไม่กี่ครั้งเพื่อเข้าถึงการกู้ยืม Stablecoin และสร้าง Yield

แนวคิดนี้สะท้อนภาพที่ใหญ่กว่า คือ ผลิตภัณฑ์ที่ดีไม่จำเป็นต้องทำให้ผู้ใช้เห็นความซับซ้อนทั้งหมดของ Blockchain ผู้ใช้อาจเห็นเพียงปุ่มสำหรับสร้าง Yield ขณะที่ระบบเบื้องหลังจัดการ Protocol, Blockchain และ โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ให้เอง

4. ฝั่งธุรกิจก็ไม่ควรต้องเอา Blockchain ใช้ใหม่ทุกครั้ง

ความซับซ้อนไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้ใช้เท่านั้น แต่เกิดขึ้นกับ FinTech และธนาคารที่ต้องสร้างผลิตภัณฑ์เหล่านี้ด้วย

การเชื่อมต่อกับ On-chain Finance อาจมีความซับซ้อนกว่าการเชื่อมต่อเพียงระบบเดียว เพราะต้องทำงานร่วมกับ หลายโปรโตคอลและหลายบล็อกเชน รวมถึงจัดการข้อมูล ระบบอัตโนมัติ การติดตามตรวจสอบ ตลอดจน ความปลอดภัยและการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ที่สำคัญ โลก Crypto เปลี่ยนเร็วมาก Protocol หรือ Yield Source ที่เหมาะกับธุรกิจวันนี้ อาจไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

นี่คือโจทย์ที่ Ground พยายามแก้ ด้วยการสร้าง API ที่เป็นตัวกลาง ให้แพลตฟอร์มสามารถเชื่อมต่อและใช้งานฟังก์ชันบนบล็อกเชนได้หลากหลายผ่านระบบเดียว พร้อมปรับเปลี่ยนการตั้งค่าได้ตามความต้องการ โดยไม่ต้องสร้างระบบเชื่อมต่อใหม่ทุกครั้ง ซึ่งช่วยให้สามารถ ทดลองและปรับผลิตภัณฑ์ได้รวดเร็วขึ้น ในช่วงที่ตลาดยังอยู่ระหว่างค้นหาว่ารูปแบบใดตอบโจทย์ผู้ใช้งานมากที่สุด

5. ผลตอบแทนสูง สภาพคล่องดี และความเสี่ยงต่ำ อาจเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้

อีกเรื่องสำคัญที่ธุรกิจต้องเข้าใจก่อนสร้าง Yield Product คือ ผลตอบแทนที่สูงขึ้นย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น 

สำหรับบางธุรกิจ เป้าหมายอาจไม่ใช่การไล่หาผลตอบแทนสูงสุด แต่เป็นผลตอบแทนที่ใกล้เคียง Federal Funds Rate หรือ SOFR ขณะที่สิ่งที่ต้องการจาก Blockchain จริงๆ คือ การชำระธุรกรรมได้ทันที เข้าถึงได้ตลอด 24/7 และมีสภาพคล่องสูง (Liquidity) ขณะที่บางธุรกิจพร้อมขยับขึ้นไปบน Risk Curve เพื่อแลกกับผลตอบแทนที่สูงขึ้น

Reid อธิบายว่า บางครั้งธุรกิจอาจอยากได้ผลตอบแทนระดับ Double-digit พร้อม Instant Liquidity และความเสี่ยงต่ำทั้งหมดในเวลาเดียวกัน แต่ในความเป็นจริงย่อมมี Trade-off และเงื่อนไขแบบนั้นอาจไม่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

หนึ่งในวิธีคิดจึงเป็น Portfolio Approach คือไม่พึ่ง Yield Source เพียงแห่งเดียว แต่กระจายไปยังหลายทางเลือก พร้อมติดตามความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง และกำหนดกรอบความเสี่ยงให้เหมาะกับธุรกิจและผู้ใช้งาน

6. อนาคตของผลตอบแทน อาจเป็นการรวมข้อดีของ TradFi และ DeFi เข้าด้วยกัน

ปัจจุบันแหล่งที่มาของ Yield สามารถแบ่งกว้าง ๆ ได้เป็นสองกลุ่ม

Crypto-native Yield เช่น Lending Protocol, Liquid Staking Token หรือ Structured Product ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบน Blockchain

Tokenized Off-chain Yield คือสินทรัพย์จากโลกการเงินแบบดั้งเดิมที่ถูกนำมา Tokenize และนำความสามารถของ Blockchain มาครอบอีกชั้นหนึ่ง Reid มองว่ากลุ่มหลังจะเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่น่าสนใจมากขึ้น เพราะเปิดโอกาสให้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินนำข้อดีของทั้งสองโลกมารวมกัน

ด้านหนึ่งคือ Safeguard และโครงสร้างบางอย่างจากการเงินแบบดั้งเดิม อีกด้านคือคุณสมบัติของ Blockchain ไม่ว่าจะเป็นความรวดเร็ว การใช้งานได้ตลอดเวลา และ Programmability

อนาคตของ Yield Product จึงอาจเป็นการเลือกและผสมสินทรัพย์จากทั้ง TradFi และ DeFi เพื่อสร้าง Product ที่เหมาะกับ Risk Profile และความต้องการของผู้ใช้แต่ละกลุ่มมากที่สุด

จาก Payment API สู่ Yield API?

ในอดีต การเกิดขึ้นของ Payment API ช่วยให้ธุรกิจจำนวนมากสามารถเพิ่มระบบชำระเงินเข้าไปใน Product ได้ โดยไม่จำเป็นต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินทั้งหมดขึ้นมาเอง

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับ Embedded Yield อาจเดินไปในทิศทางคล้ายกัน

เมื่อความซับซ้อนของ Blockchain ถูกซ่อนไว้เบื้องหลัง ธุรกิจอาจไม่จำเป็นต้องกังวลว่าจะเชื่อมต่อกับ Protocol ไหน ย้ายสินทรัพย์ข้าม Blockchain อย่างไร หรือต้องสร้างระบบเชื่อมต่อใหม่กี่ครั้ง แต่ควรโฟกัสกับสิ่งสำคัญกว่า คือ การออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งาน

ในระยะยาว Reid มองไปถึงโลกของ Programmable Money หรือเงินที่สามารถกำหนดเงื่อนไขและการทำงานได้ ซึ่งสินทรัพย์ไม่จำเป็นต้องถูกเก็บนิ่งอยู่ในบัญชีธนาคาร Wallet หรือบัญชีลงทุน แต่สามารถ ถูกนำไปใช้งานและสร้างมูลค่าได้อย่างต่อเนื่อง

ก้าวต่อไปของ Stablecoin จากเทคโนโลยีที่ช่วยให้ “เงินเคลื่อนที่ได้เร็วขึ้น” ไปสู่โครงสร้างพื้นฐาน ที่ทำให้ เงินสามารถทำงานได้ตลอดเวลา

รับชมบทวิเคราะห์ฉบับเต็มที่ https://youtu.be/-itiRZtDmUo?si=06h3tEROVVc2bFWN

---------------

ที่มา: 

เรียบเรียงและวิเคราะห์จากเซสชั่น “The Yield Layer for Platforms: Turning Stablecoin Balances into Revenue, Retention, and Onchain Products”

 

Use and Management of Cookies

We use cookies and other similar technologies on our website to enhance your browsing experience. For more information, please visit our Cookies Notice.

Preferences
Accept

COOKIE SETTINGS

Necessary Cookies

Essential for the website to function properly and cannot be disabled.

Performance Cookies

Help us understand how users interact with the website to improve performance.

Marketing Cookies

Used to deliver relevant advertisements and track marketing effectiveness.