Technology
March 17, 2021
Ecosystem ของไทยพร้อมสำหรับโปรเจค DeFi หรือยัง?

SCB 10X ขอพาทุกท่านรู้จักกับผู้นำคนไทยที่เขย่าวงการ DeFi ในระดับโลก นั่นก็คือคุณสรวิศ ศรีนวกุล CEO และผู้ร่วมก่อตั้ง Band Protocol และคุณทชา ปัญญาเนรมิตดี CEO และผู้ร่วมก่อตั้ง Alpha Finance Lab มาทำความรู้จักทั้งสองท่านและเรียนรู้เกี่ยวกับ DeFi ผ่านมุมมองของพวกเขาไปพร้อมกัน

1200x800 DeFi Shakers in Thailand 01.png


ทำความรู้จักกับผู้นำวงการ DeFi ทั้ง 2 ท่าน

ท่านแรก คือคุณสรวิศ ศรีนวกุล จบปริญญาตรีด้าน Computer Science และจบปริญญาโทด้าน Management Science and Engineering จากมหาวิทยาลัย Standford โดยในช่วงที่กำลังศึกษาอยู่นั่นเองที่ทำให้เขารู้จักและตกหลุมรักกับ Bitcoin และ Cryptocurrency จนนำไปสู่การริเริ่มก่อตั้ง Band Protocol ขึ้นในปี 2017 และเป็นระยะเวลาเกือบ 3 ปี กับการพัฒนาสิ่งที่เรียกว่า Oracle Solution ซึ่งเป็นตัวกลางการช่วยเชื่อมต่อข้อมูลในโลกความเป็นจริงเข้าไปสู่ Blockchain 


ส่วนอีกท่าน คือคุณทชา ปัญญาเนรมิตดี จบการศึกษาจาก UC Berkeley ในภาควิชาเศรษฐศาสตร์ เคยทำงานในกลุ่มธนาคาร จนถึงบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ และยังเคยร่วมงานกับทาง Band Protocol ในปัจจุบันได้มาเป็น CEO และผู้ร่วมก่อตั้ง Alpha Finance Lab ผู้ให้บริการ DeFi ที่มุ่งเน้นการสร้างผลตอบแทนที่ดีที่สุด



มีวิธีการสร้างแพลตฟอร์ม DeFi ให้แตกต่างกับเจ้าอื่นอย่างไร

คุณสรวิศ บอกว่าสิ่งแรกที่ทำให้แพลตฟอร์มของเขาแตกต่าง คือการอาศัย Cosmos Ecosystem ซึ่งมีข้อได้เปรียบหลายๆ อย่างเมื่อเทียบกับการใช้ Ethereum แม้ว่าในตอนแรกเขาเองก็ใช้ระบบของ Ethereum แต่ด้วยข้อจำกัดหลายๆ อย่างไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้าน Scalability รวมถึงราคาที่จะสูงจากการใช้ Ethereum จึงทำให้เขาตัดสินใจใช้ Ecosystem ของ Cosmos ซึ่งทุกอย่างสามารถไหลไปได้เร็วกว่ามาก รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า และเรื่องสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งสำหรับ Oracle คือเรื่องของการกระจายอำนาจ (Decentralization) ซึ่งต้องการันตีความเสถียรในระดับ Protocol 



Ecosystem ของไทยพร้อมสำหรับโปรเจค DeFi ใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้หรือยัง?

คุณทชาให้ความเห็นว่าประเทศไทยยังต้องมีอีกหลายอย่างที่ต้องเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านทรัพยากรมนุษย์หรือด้านการศึกษาโดยเฉพาะในมหาวิทยาลัย เพราะจากประสบการณ์ส่วนตัวพบว่านักศึกษาที่มาฝึกงานด้านการวิจัยและทำได้ดีส่วนใหญ่มาจากการพยายามเรียนรู้ด้วยตนเองไม่ได้มาจากทางมหาวิทยาลัยหรือภาคเอกชน ดังนั้น จึงคิดว่าเราต้องการการสนับสนุนในเรื่องนี้อีกมากเพื่อให้แน่ใจว่าผู้คนมีความรู้และรู้จัก DeFi มากขึ้น  


ในแง่มุมนี้คุณสรวิศ ก็ได้เสริมว่าเรื่องของ Blockchain ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภายในประเทศใดประเทศหนึ่ง เพราะที่จริงเป็นเรื่องที่คนทั่วโลกสามารถเข้าถึงได้ แต่หากย้อนกลับมาดูภายในประเทศ เขาเห็นว่าด้วยทรัพยากรและความสามารถยังเป็นข้อจำกัดด้วยลักษณะของประเทศ เช่น เรื่องภาษาและจำนวนคน แต่ในความจริงเทรนด์ของขนาดทีมในด้าน DeFi และ Blockchain มีทีมจำนวนมากที่มีขนาดเล็กแต่สามารถทำงานได้ดีหรือปรับขนาดของ Solution ได้เร็วมากขึ้น ซึ่งเป็นข้อดีของอุตสาหกรรมนี้ และอีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือเรื่องของด้านกฎหมาย



คำแนะนำถึงภาคกฎหมาย 

ด้านกฎหมายข้อบังคับต่าง ๆ กับ DeFi เป็นเรื่องที่ยังคงต้องอาศัยระยะเวลาและความเข้าใจ โดยคุณสรวิศได้ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่าสิ่งสำคัญคือเรื่องของการทำความเข้าใจข้อมูล ต้องเข้าใจว่า DeFi สามารถให้อะไรกับเราได้ และสิ่งที่ภาคกฎหมายต้องทำก็คือเรื่องของ KYC และ AML เพราะเกือบทุก Exchange ในตอนนี้ต้องการ KYC และ AML เพื่อเป็นการป้องกันสิ่งไม่ดีที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ เขาคิดว่า Blockchain จะเป็นช่องทางที่โปร่งใสกว่าการใช้เงินสดหรือช่องทางอื่น ๆ ซึ่งถ้ารัฐบาลเข้ามาทำความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ เกี่ยวกับ Blockchain และ DeFi โดยเฉพาะ Tools ที่ใช้ด้านกฎหมาย ก็จะทำให้เป็นประโยชน์ได้ในระยะยาว


ส่วนด้านคุณทชาได้ช่วยเสริมในเรื่องนี้ ว่าก่อนที่ภาคกฎหมายจะเข้ามาควบคุมรวมถึงการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ DeFi Project สิ่งที่จำเป็นสำหรับพวกเขาอย่างแรกคือต้องให้ความรู้และสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนทั่วไปทราบถึงความเสี่ยงต่าง ๆ ที่มีใน DeFi ก่อน 



คำแนะนำสำหรับผู้เริ่มต้นเข้าวงการ DeFi และ Crypto

มี 3 สิ่งที่คุณทชาแนะนำสำหรับผู้เริ่มต้น อย่างแรกคือ Twitter เพราะมีข้อมูลและความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับ DeFi จากผู้นำหรือผู้ก่อตั้งด้านนี้อยู่เยอะมาก สองคือการใช้ Telegram และ Discord เป็นช่องทางที่เราสามารถถามข้อสงสัยต่าง ๆ และมีคนจำนวนมากที่พร้อมจะช่วยให้คำตอบเรา แม้กระทั้งจากผู้ก่อตั้งโปรเจคเอง ข้อที่สาม คือการพยายามเลือก Protocol ที่ปลอดภัย เพื่อให้เข้าใจกลไกต่าง ๆ เช่น Gas Fees ในการทำ Transaction แล้วค่อยทำให้ Portfolio โตขึ้นมาจากจุดนั้น

สำหรับคุณสรวิศ แนะนำว่าสิ่งสำคัญคือการหาความรู้จากแหล่งความรู้ต่างๆ ซึ่งในอุตสาหกรรมนี้มีแหล่งความรู้หลายช่องทางและไม่เสียค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็น Twitter Reddit หรือ Podcast และอื่นๆ ลองพยายามอ่านและทำความเข้าใจ รวมถึงนำไปใช้จริงเพื่อให้เข้าใจการทำงานของผลิตภัณฑ์นั้นๆ 



สิ่งที่ทำให้ DeFi Project ประสบความสำเร็จมีอะไรบ้าง

สำหรับคุณสรวิศ ได้แนะนำว่าสิ่งแรกที่ต้องมีคือ Global Mindset ต้องเข้าใจขนาดของตลาด เข้าใจว่าตลาดนี้เปิดกว้างกับคนทั่วโลก ซึ่งตลาดก็ใหญ่มากด้วยเช่นกัน หลังจากนั้นควรโฟกัสอยู่ที่ 2 สิ่ง อย่างแรกคือ Product Market Fit คือสิ่งที่ทำสามารถแก้ปัญหาให้ใครได้จริงๆ หรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงให้ตอบสนองความต้องการได้จริงๆ และต้องทำให้เร็ว เพราะการที่เข้าถึงคนทั่วโลกย่อมมีคู่แข่งอยู่ทั่วโลกเช่นกัน 


เรื่องที่สอง คือเรื่องของการมีกลยุทธ์ทางการตลาดที่ดี จะทำอย่างไรให้เข้าถึงคนทั่วโลกได้ ทำอย่างไรให้คนจดจำสินค้าได้ การเข้าใจตลาดคริปโตเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เราต้องรู้ว่าคนในตลาดอยู่ที่ไหน ซึ่งอาจเป็นที่ง่ายๆ อย่าง Twitter  


ส่วนในความเห็นของคุณทชา ได้แนะนำว่าเราควรใส่ใจในการสร้างและการพัฒนา Product ของตน ในขณะเดียวกันที่ควรมีการหาข้อมูลเพิ่มเติมไปด้วย เพราะสิ่งที่เรารู้ในสัปดาห์ก่อนอาจเปลี่ยนแปลงไปแล้วในปัจจุบัน มี Protocol เกิดขึ้นใหม่เรื่อยๆ เพราะฉะนั้น แม้ว่า Product จะอยู่ตัวแล้วแต่เราก็ไม่ควรปิดกั้นโอกาสที่จะหาความรู้เพิ่มเติม


อีกเรื่องที่สำคัญคือการที่ Crypto และ DeFi สามารถเข้าถึงได้ทั่วโลก แต่บริษัทและนักลงทุนส่วนใหญ่รวมตัวอยู่ในสหรัฐฯ ดังนั้น หากสามารถเข้าถึงเครือข่ายนักลงทุนในสหรัฐฯ ได้ จะเป็นก้าวที่สำคัญในการเข้าสู่ตลาดของ DeFi


136154348_240387494328412_626372450386759128_o.jpg

มองภาพอนาคตการเติบโตของ Band Protocol และ Alpha Finance Lab ไว้อย่างไรบ้าง

คุณสรวิศ กล่าวถึง Band Protocol ว่าอยู่ในช่วงที่ค่อยๆ มุ่งเน้นไปที่การใช้งานจริง ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับหลายโปรเจคทั่วโลก ทางทีมได้เข้าไปช่วยดูเรื่องการใช้งาน ความปลอดภัยสำหรับแต่ละบริษัท อย่างไรก็ดี ยังต้องมีหลายอย่างที่ต้องพัฒนา สิ่งที่สำคัญคือการที่ต้องทำให้ทุกอย่างถูกต้อง 100% ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าต้องสร้างการเติบโตของบริษัทเหล่านี้ หากบริษัทที่ได้เข้าไปช่วยประสบความสำเร็จ Band Protocol ก็จะประสบความสำเร็จไปด้วย 


และในปี 2021 ทาง Band Protocol จะมุ่งเน้นไปยังบริษัทที่อยู่ในรูปแบบดั้งเดิมมากขึ้น ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ได้เข้าร่วม Open API พร้อมกับทาง Google Bloomberg และ IBM ซึ่งเขาหวังว่าจะได้มีส่วนร่วมในการนำข้อมูลเข้าสู่ Blockchain ให้กับบริษัทเหล่านี้ และหวังว่า DeFi จะเข้าสู่กระแสหลักของผู้คนได้ไปพร้อมกับเรื่องของความปลอดภัย ซึ่งยังต้องใช้เวลาอีกสักระยะ และหากสถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้นก็อาจมีโอกาสได้จัด Roadshow พูดคุยกับโปรเจคต่างๆ ทั่วโลก


ส่วนทางด้าน Alpha FInance Lab ที่เป็น DeFi Lab มีการสร้าง Product ที่หลากหลายและมีเป้าหมายที่ต่างกันไปขึ้นอยู่กับปัญหาที่ต้องแก้ไข แต่ Product ทุกตัวของ Alpha จะมี Synergy ที่ทำให้สามารถทำงานร่วมกันได้ เพื่อประโยชน์สูงสุดในแง่ของผลตอบแทน เมื่อมองในมุมนี้ทำให้เห็นถึงพื้นที่ที่จะสามารถโตไปได้อีกมาก และในเร็วๆ นี้ก็จะมี Product ใหม่ที่เข้ามาช่วยเติมเต็มให้กับ Product เดิมที่มีอยู่แล้ว