โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินแบบไหน ที่ AI Agent ต้องการเพื่อทำธุรกรรมได้อย่างอัตโนมัติ?

11 ส.ค. 2026
Technology
Why VCs Are Looking Beyond AI Models—and What Founders Need to Build Next.png

ปัจจุบัน AI Agent สามารถค้นหาเที่ยวบิน เปรียบเทียบสินค้า สร้างคอนเทนต์ และเชื่อมต่อกับบริการดิจิทัลได้หลากหลาย แต่ข้อจำกัดสำคัญคือ Agent ส่วนใหญ่ยังหยุดอยู่ก่อนถึงขั้นตอนการทำธุรกรรม กล่าวคือ AI สามารถช่วยแนะนำว่าควรซื้ออะไรหรือเลือกบริการไหน แต่ยังไม่สามารถดำเนินการซื้อให้เสร็จสิ้นแทนผู้ใช้ได้อย่างเต็มรูปแบบ

หาก AI Agent จะก้าวข้ามจากการ “แนะนำ” ไปสู่การ “ลงมือทำ” ระบบการเงินที่รองรับ Agent จึงต้องมีมากกว่าความสามารถในการชำระเงิน แต่ต้องครอบคลุมถึงการระบุตัวตนของ Agent การกำหนดสิทธิ์ที่ได้รับจากผู้ใช้ และกลไกควบคุมว่า Agent สามารถใช้สิทธิ์เหล่านั้นได้ในขอบเขตใด

บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่าเหตุใดโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินในปัจจุบันจึงอาจยังไม่ตอบโจทย์ AI Agent อย่างเต็มที่ แนวทางของ Kite AI ในการเชื่อม Identity, Permission และ Payment เข้าด้วยกัน รวมถึงผลกระทบที่ Agentic Transaction อาจมีต่อโลกของ Digital Commerce

Agentic Financial System คืออะไร?

Agentic Financial System คือโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่ทำให้ AI Agent สามารถทำธุรกรรมเพื่อดำเนินงานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นได้

ลองนึกถึงการจองเที่ยวบิน ปัจจุบัน Agent สามารถค้นหาเที่ยวบิน เปรียบเทียบราคา และแนะนำตัวเลือกที่เหมาะสมได้ แต่เมื่อถึงขั้นตอนการจอง ผู้ใช้ยังต้องเข้าเว็บไซต์ กรอกข้อมูลส่วนตัว และชำระเงินด้วยตัวเอง

หากมีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ Agentic Payment กระบวนการดังกล่าวสามารถดำเนินต่อไปได้โดย Agent ตั้งแต่การเลือกบริการ เริ่มต้นธุรกรรม ไปจนถึงการชำระเงิน ภายใต้ขอบเขตอำนาจที่ผู้ใช้กำหนดไว้

Henry Lee, Head of Blockchain Product & Infrastructure ของ Kite AI มองว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ “Agent-First Internet” ซึ่งผู้ใช้อาจไม่จำเป็นต้องจัดการกับแอปพลิเคชันจำนวนมากด้วยตัวเอง แต่สามารถมอบหมายให้ Agent จำนวนไม่กี่ตัวเป็นผู้ประสานงานและดำเนินการกับบริการต่าง ๆ แทน


ทำไม AI Agent ถึงไม่สามารถใช้ระบบชำระเงินในปัจจุบันได้เลย?

ในทางเทคนิคสามารถทำได้ แต่ระบบการเงินที่ใช้อยู่ในปัจจุบันไม่ได้ถูกออกแบบมาโดยมี Autonomous Software เป็นผู้ทำธุรกรรม

การชำระเงินทั่วไปไม่ได้เป็นเพียงการโอนเงินจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง แต่ยังมีระบบด้านตัวตนและความน่าเชื่อถืออยู่เบื้องหลัง ธนาคารและผู้ให้บริการชำระเงินมีบทบาทในการยืนยันว่าผู้ทำธุรกรรมเป็นบุคคลที่ถูกต้อง ขณะที่ร้านค้าก็อาศัยระบบเหล่านี้เพื่อประเมินว่าควรยอมรับธุรกรรมนั้นหรือไม่

AI Agent ทำให้โครงสร้างนี้ซับซ้อนขึ้น เพราะ Agent ไม่ได้มีข้อมูลระบุตัวตนแบบเดียวกับเจ้าของบัตร แต่กำลังทำธุรกรรมในนามของบุคคลนั้น

สำหรับร้านค้า โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การแยกแยะระหว่าง Agent ที่ได้รับอนุญาตจากผู้ใช้จริง กับ Bot หรือระบบอัตโนมัติที่อาจเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงและธุรกรรมที่ไม่ได้รับอนุญาต ในฝั่งผู้ใช้เอง การอนุญาตให้ Agent ชำระเงินได้ก็ไม่ควรหมายถึงการเปิดสิทธิ์ให้เข้าถึงเงินได้อย่างไม่มีข้อจำกัด

Kite AI ทำอะไร?

Kite AI กำลังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI Agent ที่ครอบคลุมทั้ง Payment, Settlement, Control และ Governance โดยบริษัทอยู่ในระดับ Series A มีฐานอยู่ใน San Francisco และได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนอย่าง Coinbase Ventures, PayPal Ventures และ General Catalyst

แนวทางของ Kite คือการนำองค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมของ Agent มาทำงานร่วมกัน ได้แก่ Identity, Permission และ Payment

Identity ทำหน้าที่ระบุว่า Agent คือใครและกำลังทำงานในนามของใคร Permission กำหนดว่า Agent ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการอะไรบ้าง ส่วน Payment ทำให้ Agent สามารถชำระเงินและทำธุรกรรมให้เสร็จสิ้นได้เมื่อเงื่อนไขต่าง ๆ ได้รับการตรวจสอบแล้ว

เหตุผลที่ทั้งสามส่วนต้องทำงานร่วมกัน เพราะการโอนเงินเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ Agentic Transaction เท่านั้น ร้านค้าต้องสามารถตรวจสอบได้ว่า Agent ที่เข้ามาทำธุรกรรมมีความน่าเชื่อถือ ขณะที่ผู้ใช้ต้องสามารถควบคุมขอบเขตอำนาจที่มอบให้ Agent ได้เช่นกัน

Kite Passport ทำงานอย่างไร?

Kite Passport ถูกออกแบบมาเพื่อนำความสามารถเหล่านี้ไปเชื่อมต่อกับ AI Agent โดยลดขั้นตอนที่ซับซ้อนสำหรับผู้ใช้

ผู้ใช้สามารถติดตั้ง Kite Passport Skill เข้ากับ AI Assistant อย่าง ChatGPT หรือ Claude จากนั้นเข้าสู่ระบบผ่าน Kite และเติมเงินด้วยช่องทางที่รองรับ เมื่อเชื่อมต่อเรียบร้อย Agent ก็สามารถใช้ยอดเงินดังกล่าวเพื่อเข้าถึงและชำระค่าบริการที่รองรับได้

แนวคิดนี้สะท้อนให้เห็นว่า Kite ไม่ได้ให้ความสำคัญเฉพาะกับโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังรวมถึง Distribution ด้วย แทนที่จะสร้าง Interface ใหม่แล้วให้ผู้ใช้เปลี่ยนพฤติกรรม Kite เลือกนำความสามารถด้านการทำธุรกรรมเข้าไปอยู่ใน AI Assistant ที่ผู้ใช้งานคุ้นเคยอยู่แล้ว

หนึ่งในตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงคือทีม Kite AI ใน San Francisco ใช้ Agent ที่เชื่อมต่อกับ Slack เพื่อสั่งซื้อของสำหรับ Pantry ในสำนักงาน เมื่อทีมต้องการนมหรือขนม สมาชิกสามารถแจ้งความต้องการผ่าน Agent ซึ่งจะดำเนินการซื้อสินค้าผ่าน Amazon และตัดยอดจาก Wallet ที่มีอยู่

ปัจจุบัน AI Agent สามารถจ่ายเงินซื้ออะไรได้บ้าง?

จากข้อมูลในการสนทนา Kite Passport รองรับบริการมากกว่า 80 รายการ และไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะ E-commerce

หนึ่งในตัวอย่างคือบริการสร้างคอนเทนต์ด้วย AI ผู้ใช้สามารถสั่งให้ Agent สร้างโปสเตอร์สำหรับงานหนึ่ง Agent สามารถเลือกใช้บริการ Image Generation ที่รองรับ ชำระค่าบริการ และนำผลลัพธ์กลับมาให้ผู้ใช้ได้

ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่จำนวนขั้นตอนที่ผู้ใช้ต้องจัดการเอง

ในรูปแบบเดิม การใช้บริการดิจิทัลใหม่อาจเริ่มจากการเข้าเว็บไซต์ สมัครบัญชี เลือกแพ็กเกจ ซื้อเครดิต และจึงเริ่มใช้งาน แต่เมื่อ Agent สามารถเข้าถึงและชำระค่าบริการได้โดยตรง ขั้นตอนเหล่านี้จำนวนมากสามารถเกิดขึ้นอยู่เบื้องหลัง

นอกจากนี้ Kite AI ยังอยู่ระหว่างสำรวจ Use Case สำหรับนักพัฒนา โดยเฉพาะการบริหารต้นทุน Token และ Compute ที่เกิดจากการใช้ Coding Agent อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาของการสนทนา ความสามารถดังกล่าวยังไม่มีกำหนดเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ


Agent อาจเปลี่ยนวิธีที่เราจ่ายเงินซื้อ Software อย่างไร?

Agentic Payment อาจนำไปสู่รูปแบบการซื้อบริการดิจิทัลที่มีความละเอียดและยืดหยุ่นมากขึ้น ปัจจุบัน Software จำนวนมากขายในรูปแบบ Monthly Subscription หรือ Prepaid Credit ซึ่งเหมาะกับผู้ที่ใช้งานบริการเดิมอย่างต่อเนื่อง แต่อาจไม่คุ้มค่าสำหรับคนที่ต้องการใช้ความสามารถบางอย่างเพียงครั้งเดียว

ตัวอย่างเช่น หากผู้ใช้ต้องการสร้างโปสเตอร์เพียงหนึ่งชิ้น การสมัครสมาชิกแพลตฟอร์มใหม่ทั้งเดือนอาจไม่จำเป็น Agent สามารถเลือกบริการที่เหมาะสม จ่ายเฉพาะค่าการสร้างโปสเตอร์ครั้งนั้น และส่งผลลัพธ์กลับมาให้ผู้ใช้ได้

โมเดลนี้มีลักษณะใกล้เคียงกับ Pay per Job ไม่ว่าจะเป็นการสร้างภาพหนึ่งครั้ง การเรียกใช้ API หนึ่งครั้ง หรือการซื้อบริการเฉพาะเมื่อต้องการใช้งานรูปแบบดังกล่าวยิ่งมีความน่าสนใจใน Agent-Driven Internet เพราะ Agent อาจเป็นผู้ตัดสินใจเองว่าบริการใดเหมาะสมที่สุดสำหรับงานนั้น ผู้ใช้จึงไม่จำเป็นต้องมีบัญชีหรือ Subscription โดยตรงกับผู้ให้บริการทุกแห่งที่อยู่เบื้องหลัง

ผู้ใช้จะควบคุม Agent ได้อย่างไร?

การมอบหมายให้ AI ทำธุรกรรมแทนย่อมนำมาซึ่งประเด็นเรื่องความไว้วางใจ ผู้ใช้ต้องมั่นใจว่า Agent จะไม่ดำเนินการเกินกว่าสิทธิ์ที่ได้รับ

แนวทางของ Kite AI จึงรวมถึง Spending Limit และ Scoped Control เพื่อกำหนดขอบเขตการทำงานของ Agent แทนที่จะเปิดให้ Agent เข้าถึงเงินได้อย่างไม่มีข้อจำกัด ผู้ใช้สามารถกำหนดเงื่อนไขและขอบเขตว่า Agent สามารถดำเนินการอะไรได้บ้าง กลไกเหล่านี้มีความสำคัญ เนื่องจากความเชื่อมั่นต่อ AI Agent ยังอยู่ในช่วงพัฒนา โดยเฉพาะเมื่อการตัดสินใจของ Agent อาจไม่สามารถอธิบายได้อย่างสมบูรณ์ หรือโมเดลอาจให้ผลลัพธ์ที่ไม่เป็นไปตามที่ผู้ใช้คาดหวัง Governance จึงกลายเป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งของ Agentic Infrastructure ควบคู่ไปกับ Identity, Permission และ Payment

Kite AI อยู่ตรงไหนในระบบนิเวศ Agentic Payment?

ตลาด Agentic Payment ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และผู้เล่นในอุตสาหกรรมกำลังพัฒนาแนวทางที่แตกต่างกัน

Henry กล่าวถึง Protocol อย่าง UCP, ACP และ AP2 เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมยังไม่มีมาตรฐานหรือแนวทางเดียว บางแพลตฟอร์มเลือกสร้างระบบที่ค่อนข้างปิดและทำงานร่วมกับ Partner ที่กำหนด ขณะที่บางรายมุ่งไปสู่ Open Standard ที่สามารถเชื่อมต่อระหว่างผู้ให้บริการได้

กลยุทธ์ของ Kite คือการรองรับหลายระบบ แทนที่จะผูกโครงสร้างพื้นฐานเข้ากับ Protocol ใด Protocol หนึ่ง โดยมีเป้าหมายที่จะวางตัวเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีความ Open และ Neutral พร้อมรองรับทั้งการชำระเงินด้วย Fiat และ Token

แนวทางดังกล่าวสะท้อนภาพของตลาดที่ยังอยู่ในช่วงค้นหารูปแบบที่เหมาะสม Agentic Commerce ในอนาคตอาจประกอบด้วยหลายมาตรฐานและหลาย Ecosystem ที่ทำงานร่วมกัน แทนที่จะมีผู้ให้บริการเพียงรายเดียวควบคุม Transaction Stack ทั้งหมด

Agent-First Economy อาจมีหน้าตาอย่างไร?

Use Case ในปัจจุบันอาจเริ่มจากเรื่องที่ค่อนข้างเรียบง่าย เช่น การสั่งของเข้าสำนักงาน การจ่ายเงินเพื่อสร้างภาพด้วย AI หรือการเข้าถึงบริการดิจิทัลโดยไม่ต้องสมัครบัญชีและ Subscription ใหม่ทุกครั้ง

แต่ในระยะยาว การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอาจเกิดขึ้นกับวิธีที่ผู้คนเข้าถึง Digital Commerce

ปัจจุบันผู้ใช้เป็นฝ่ายเลือกแอป เปิด Interface ค้นหาสิ่งที่ต้องการ และดำเนินการชำระเงินด้วยตัวเอง ใน Agent-First Model ขั้นตอนเหล่านี้สามารถถูกส่งต่อให้ Agent จัดการมากขึ้น ผู้ใช้ระบุเป้าหมายหรือสิ่งที่ต้องการ ขณะที่ Agent เป็นผู้ประสานบริการและดำเนินงานเบื้องหลังให้เสร็จสิ้น

การเปลี่ยนผ่านในลักษณะนี้จำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถระบุตัวตนของ Agent กำหนดขอบเขตอำนาจ รองรับการเคลื่อนย้ายเงิน และควบคุมการทำงานได้อย่างเหมาะสม ดังนั้น Agentic Payment จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการเพิ่มช่องทางชำระเงินให้ AI แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ Agent สามารถมีบทบาทในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลได้โดยที่ผู้ใช้ยังคงเป็นผู้กำหนดขอบเขตและควบคุมการทำงาน

สำหรับ Kite AI โอกาสอยู่ที่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานส่วนนี้ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านของ AI Agent จากระบบที่ช่วยค้นหาและแนะนำข้อมูล ไปสู่ระบบที่สามารถดำเนินงานและทำธุรกรรมให้เสร็จสิ้นในนามของผู้ใช้

▶️รับชมฉบับเต็มที่ https://youtu.be/p5kX1d8jSos?si=xiDSOrEBTq-vzDhx

Use and Management of Cookies

We use cookies and other similar technologies on our website to enhance your browsing experience. For more information, please visit our Cookies Notice.

Preferences
Accept

COOKIE SETTINGS

Necessary Cookies

Essential for the website to function properly and cannot be disabled.

Performance Cookies

Help us understand how users interact with the website to improve performance.

Marketing Cookies

Used to deliver relevant advertisements and track marketing effectiveness.