Technology
April 20, 2021
ทำความรู้จักผู้ชนะโครงการ “BANGKOK BLOCKATHON 2021: FINANCE & BEYOND

ผ่านไปแล้วกับโครงการ “BANGKOK BLOCKATHON 2021: FINANCE & BEYOND” ที่ได้แข่งขันจบกันไปเป็นที่เรียบร้อยเมื่อวันที่ 27 – 28 มีนาคมที่ผ่านมา โดยทีมชนะเลิศคือทีม KillSwitch รองชนะเลิศอันดับ 1 คือทีม TrustPass และรองชนะเลิศอันดับ 2 ทีม Estate-Onblock ซึ่งได้รับรางวัลเป็น 0.1 Bitcoin, 2 Ethereum และ 1,300 Alpha ตามลำดับ โดยครั้งนี้ SCB 10X ได้นำไฮไลท์จากการสัมภาษณ์ของแต่ละทีมเพื่อให้รู้จักกับพวกเขามากขึ้น ทั้งไอเดียการทำโปรเจกต์ ประสบการณ์ที่ได้จากงานนี้ รวมถึงข้อคิดดีๆ แก่ผู้สนใจหรือนักพัฒนาในด้าน Blockchain และ DeFi 


1200x800 Get to know the three winning teams at SCB 10X BANGKOK BLOCKATHON 2021 FINANCE AND BEYOND.png

ทีม KillSwitch กับไอเดียสร้าง dApp แก้ปัญหาถอนเงินออกไม่ทันเมื่อราคาตกในคลิกเดียว


KillSwitch ทีมที่คว้ารางวัลชนะเลิศมาพร้อมกับไอเดียสร้าง Decentralized Application ที่ช่วยให้นักลงทุน Yield Farming สามารถถอน Liquidity Position ออกจาก Farm และสามารถขายเหรียญทิ้งได้ทันทีเพียงคลิกเดียวในกรณีที่ราคาของเหรียญตกลงอย่างรวดเร็ว ช่วยแก้ปัญหาเรื่องการถอนเงินออกไม่ทันตอนราคาตก อีกทั้งยังลดจำนวนธุรกรรมที่ต้องทำ จากปกติ 3 ครั้งใน 3 แพลตฟอร์มให้เหลือเพียงครั้งเดียวในแพลตฟอร์มเดียว 


KillSwitch สามารถสร้างนวัตกรรมที่ใช้งานร่วมกับแพลตฟอร์ม Yield Farming ขึ้นมาได้จริง และแสดงถึงความเชี่ยวชาญในการเขียน Smart Contract และการเชื่อมต่อกับระบบ Front End ที่ง่ายต่อผู้ใช้งาน ชนะใจคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญด้านบล็อกเชนชั้นนำของประเทศ ได้แก่ คุณวิจักขณ์ เศรษฐบุตร รองผู้อำนวยการ ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย คุณพีรพงษ์ ธนกิจ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายส่งเสริมเทคโนโลยีการเงิน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) คุณศุภกฤษฎ์ บุญสาตร์ ประธานสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทยและบริษัท Bit Investment ร่วมด้วย คุณมุขยา พานิช Chief Venture and Investment Officer และคุณกษิดิ์เดช พูลสุขสมบัติ Technical Lead จาก SCB 10X


จากการสัมภาษณ์ทำความรู้จักทีม KillSwitch ก็ได้เล่าว่าทุกทีมที่ร่วมแข่งขันล้วนมีความสามารถมาก แต่ละทีมคิดไอเดียออกมาได้ดี ส่วนทีมตนเองแม้จะมีการเตรียมตัวและคิดมาดีมากแล้วก็ตาม แต่พบว่ามีข้อผิดพลาดอยู่บ้าง ความรู้สึกที่ได้ร่วมงานนี้คิดว่าเป็นงานที่ดีมาก เพราะไม่มีงานใหญ่ที่จัดเกี่ยวกับด้าน Blockchain มานานแล้ว ต้องขอบคุณ SCB 10X ที่ได้ให้ความสนใจในด้าน Blockchian และ DeFi อย่างชัดเจนและมีความตั้งใจในการจัดงานนี้ขึ้นมา 


ตอนแรกไม่คิดว่าตนเองจะติด 1 ใน 3 แต่เมื่อได้มาแล้วก็จะทำโปรเจกต์ต่อไปให้ดีที่สุดไม่แพ้ DeFi ของชาติใดในโลก ตั้งใจจะทำให้เป็น Product ที่ Creative และไม่เคยมีใครทำมาก่อนในโลก DeFi และตั้งใจให้แพลตฟอร์ม KillSwitch เป็นอีก 1 Flagship ที่เป็นคนไทยบนโลกของ DeFi


ส่วนเป้าหมายต่อไปคือโปรเจกต์ที่ต้องการให้เป็น IFO (Initial Farm Offering) และอยากพาร์ทเนอร์กับ Traditional Finance อย่างเช่น SCB 10X รวมถึง Product ถัดไปที่สร้างขึ้นเพื่อเข้าไปจัดการ Protect เงินต้นทุนให้คนที่ไม่มีความเข้าใจเรื่อง Leverage Yield Farming ให้สามารถ Farm ได้อย่างสบายใจ รวมถึงต้องการทำงานด้าน DeFi ต่อไป เนื่องจากได้ร่วมงาน Hackathon ครั้งนี้ยิ่งทำให้เกิดความสนใจยิ่งขึ้นไปอีก


งานนี้ให้ความสำคัญเรื่อง Networking ซึ่งสำคัญมาก Developer ด้าน Blockchain ในไทยมีความสามารถสูงไม่แพ้ชาติใดในโลก อยากให้มีการจัดงานด้านนี้ออกมาบ่อยๆ เพราะช่วยพัฒนาวงการนี้ได้ดีและเพื่อสร้าง Blockchain Community ให้เกิดมากยิ่งขึ้น รวมถึงคิดว่ายังมีคนมีความสามารถด้านนี้อยู่อีกมาก จึงอยากให้ออกมาแสดงความสามารถกัน เพราะคิดว่ามีมากพอที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงวงการ Blockchain ได้ 


นอกจากนี้ ทางทีม KillSwitch ได้ฝากถึง Developer ด้าน Blockchain และด้านอื่นๆ โดยฝากว่าตลาด Blockchain มีความเป็น Niche Market มากและมีเงินเดือนสูง หาคนทำได้น้อยและบางครั้งองค์กรต้องปั้นกันเอง สำหรับผู้ที่สนใจสามารถศึกษาเองได้เพราะมีคอร์สสำหรับให้ศึกษาได้ด้วยตนเองอยู่ พร้อมแนะนำว่าการเขียนโปรแกรมด้าน Blockchain หรือ Smart Contract สามารถเริ่มจากศูนย์ได้แต่ต้องมีความพยายามมากพอและให้เรา Disrupt ตนเองหรือพัฒนาตนเองตลอดเวลา



ทีม TrustPass กับไอเดียสร้างแพลตฟอร์มเพื่อสังคม Event Oranizer ช่วยปัญหาโควิด-19


ทีม TrustPass มาพร้อมกับไอเดียแพลตฟอร์มสำหรับยืนยันผู้เข้าร่วมงานอีเว้นท์หรือ Event Organizer ในยุคโควิดแพร่ระบาด ที่รวบรวม Cryptocurrency ของผู้จัดงานและผู้เข้าร่วมงานอีเว้นท์ไปฝากในกองทุน (Stake) ในกรณีที่มีผู้เข้าร่วมงานติดโควิดหรือเกิด Super Spreader เงินส่วนนั้นจะถูกนำมาให้กระทรวงสาธารณสุขใช้สำหรับรักษาผู้ที่ได้รับเชื้อโควิดจากการเข้าร่วมงานอีเว้นท์นั้น อีกทั้งเป็นเงินทุนในการติดตามผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้เข้าร่วมงานอีเว้นท์เพื่อตรวจสอบหาเชื้อโควิด หากภายในระยะเวลาที่กำหนดไม่มีผู้ติดเชื้อ เงินในกองทุน (Stake) จะถูกส่งคืนให้ผู้จัดงานและผู้เข้าร่วมงานอีเว้นท์ ซึ่งแพลตฟอร์มนี้เป็นการนำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้อย่างลงตัว ซึ่งสามารถนำ Smart Contract ของการสร้างอีเว้นท์มาใช้ร่วมกับการลงทุน (Stake) ได้อย่างน่าสนใจ


ในส่วนของการสัมภาษณ์ผู้เข้าแข่งขันจากทีม TrustPass ซึ่งเป็นทีมที่ค่อนข้างใหม่กับ Blockchain โดยการแข่งขันครั้งนี้ทำให้พวกเขาได้ความรู้ มุมมอง และได้รู้จักคนใหม่ๆ ในแวดวง Blockchain มากขึ้น ได้มุมมองใหม่ๆ กลับไปใช้ต่อยอดในอนาคต Trustpass เป็นทีมที่ทำโปรเจกต์ด้าน Health ทีมเดียวที่ผ่านเข้ารอบมาได้ พร้อมกับไอเดียที่เกิดขึ้นจากคำถามที่ว่า “ทำไมต้อง Blockchain” ซึ่งไอเดียที่ทำเพื่อสังคมนี้ได้ทำให้ Stakeholders ได้เห็นว่าควรเกิดการร่วมมือกันให้เกิดผลด้านบวกในการควบคุมโควิด-19 ได้จริงๆ และเป็นโปรเจกต์ที่มีความจำเป็นต้องใช้ Blockchain เข้ามาช่วยให้สมบูรณ์ ซึ่งสามารถตอบคำถามดังกล่าวได้เป็นอย่างดี


ทีม TrustPass ได้บอกถึงเรื่อง Community ด้าน Blockchain ว่าจะเป็นการดีหากมีโอกาสแบบนี้เกิดขึ้นมาอีก ซึ่งทั้งคนด้าน Developers, Product หรือ Bussiness จะได้เข้ามาระดมความคิดกันในเรื่อง Blockchain ก็จะเกิดผลดี รวมถึง Blockchain มี Usecase หรือ Application อยู่มากที่สามารถนำไปประยุกต์ต่อได้


ทั้งนี้ ยังได้ฝากถึง Developers ที่อยากให้ได้เข้ามาลองศึกษาและเข้ามาใน Blockchain ไม่ได้ยากอย่างที่คิด สามารถศึกษาในมุมกว้างและนำไปต่อยอดได้อีกมากมาย นอกจากนี้ ยังให้ความเห็นว่า Blockchain ยังเป็น Industry ที่ยังไม่มี Tools ตัวไหนที่ชนะจริงๆ ทำให้มี Developers มากมายจากหลาย Tools ใช้ Framework หลากหลายชนิด ซึ่งทำให้สนุกที่ได้ดูแต่ละ Tools ว่าอันไหนจะมีผู้ใช้เยอะหรืออันไหนจะชนะ ทำให้เป็น Community ที่หลากหลายมากเมื่อเทียบกับชาติอื่นๆ รวมถึงอยากให้ Senior ด้านนี้มาร่วม Community ด้านนี้กันเยอะๆ เพื่อจะได้ช่วยสนับสนุนรุ่นน้อง ทำให้อนาคตมีคนเก่งๆ ด้านนี้มากขึ้น



ทีม Estate-Onblock กับไอเดียการผสมผสาน NFT และ Yield Farming 


ทีม Estate-Onblock เจ้าของไอเดีย NFT แพลตฟอร์ม ที่ให้นักลงทุนได้ซื้อ NFT ที่จำลองสถานที่สำคัญของประเทศต่าง ๆ เช่น หอไอเฟล วัดพระแก้ว เป็นต้น โดยนักลงทุนต้องซื้อเหรียญประเทศต่างๆ เพื่อไป Farm NFT สถานที่สำคัญ ๆ ถือเป็นการลงทุนใน Cryptocurrency รูปแบบใหม่ นอกจากนี้ผู้ลงทุนสามารถสะสม NFT สถานที่สำคัญที่ลงทุนไว้เพื่อเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ (NFTs Gallery) ให้เข้าชมได้อีกด้วย จุดเด่นของไอเดีย คือการผสมผสานเรื่อง NFT และ Yield Farming เข้าด้วยกันได้อย่างน่าสนใจ อีกทั้งยังโดดเด่นเรื่องการทำ Smart Contract ในด้าน Farm NFT ซึ่งยังเป็นเรื่องใหม่ในโลก Blockchain มาพัฒนาในระยะเวลาที่จำกัด


ไฮไลท์จากการสัมภาษณ์ทีม Estate-Onblock ที่ทางทีมได้เล่าว่างานครั้งนี้ได้ทำให้พวกเขาเห็นถึงการทำงานร่วมกันเป็นทีมว่ามีความสำคัญ เพราะหากเข้าใจไม่ตรงกันเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็อาจทำให้เกิดปัญหาได้ แรกเริ่มเป้าหมายในการรวมทีมของพวกเขาคืออยากทดลองฝีมือ ซึ่งเรียนรู้การเป็น Developer ในด้านนี้ได้ไม่นาน แต่ได้ผ่านเข้ารอบและได้รับรางวัลที่ 3 ถือว่าเกินความคาดหมาย และก้าวต่อไปต้องการต่อยอดด้าน Blockchain และ DeFi ต่อไปอย่างการทำแอปฯ ด้านนี้ 


การที่มาแข่งขันในครั้งนี้ช่วยให้ได้คอนเนคชั่นซึ่งมีผลต่ออนาคตในสายงานนี้มาก คำแนะนำจากผู้เข้าแข่งขันทีมอื่นและ Mentor มีส่วนช่วยให้ไอเดียโปรเจกต์ของพวกเขาดีขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังฝากถึงด้านการจัดงานด้าน Blockchain ที่ในตอนนี้มีคนในวงการนี้ยังค่อนข้างน้อย อยากให้จัดงานลักษณะนี้ในหลายรูปแบบ อย่างเช่นในมหาวิทยาลัย และจะดีมากหากจัดได้บ่อยครั้ง เพราะมีคนเก่งๆ ด้านนี้อยู่เยอะมาก


อย่างไรก็ดี ทางทีม Estate-Onblock ก็ได้ฝากถึงเหล่า Developers ด้านนี้หรือด้านอื่นๆ ที่สนใจ ว่า Blockchain เป็นเรื่องที่ต้องรู้ลึกและเข้าใจว่าสามารถทำอะไรได้จริงๆ อย่างเรื่องของ Smart Contract ที่ต้องรู้ลึกจริงต่างจากการเขียนโปรแกรมอื่นๆ รวมถึงให้ลองศึกษาไว้ก็ไม่เสียหาย ทุกอย่างมีข้อดีข้อเสียในตัวเอง โดย Blockchain หากไม่ดีจริงหรือไม่ทำให้คนเชื่อมั่นได้จริงๆ ก็คงจะไม่มีการเติบโตที่รวดเร็วเช่นนี้ ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีสำหรับ Developers ที่มีพื้นฐานการเขียนโปรแกรมได้หันมาสนใจด้าน Blockchian ที่กำลังมาแรงและมีอนาคตที่ดี