AI ปฏิวัติโลก! วิเคราะห์กลยุทธ์มหาอำนาจและทิศทางที่ไทยต้องปรับตัว
ปัจจุบัน AI กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางภูมิรัฐศาสตร์โลก แต่ละประเทศพัฒนาและใช้งาน AI ตามนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของตนเอง และการพัฒนาและนำ AI มาใช้ในหลากหลายภาคส่วน ไม่เพียงแต่เปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจและสังคม แต่ยังส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและนโยบายระหว่างประเทศ บบทความนี้จะพาไปสำรวจแนวทางของแต่ละประเทศว่ามีมาตรการในการพัฒนาและปรับใช้ AI อย่างไร เพื่อให้สามารถแข่งขันและรับมือกับโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ
AI กลายเป็นพลังขับเคลื่อนภูมิรัฐศาสตร์โลกยุคใหม่
จากการประชุม World Economic Forum (WEF) ประจำปี 2025 ภายใต้หัวข้อ "Collaboration for the Intelligent Age" ซึ่งให้ความสำคัญในการร่วมมือระหว่างประเทศทั่วโลก เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับยุค AI ที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การทำงาน และการพัฒนาทักษะแรงงาน รวมถึงเรื่องของความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สงครามการค้าและความขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งประเด็นเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่านโยบายการพัฒนาและใช้งาน AI ไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการแข่งขันและกำหนดอำนาจของแต่ละประเทศบนเวทีโลก
สหรัฐอเมริกา ภายใต้การบริหารของทรัมป์ ผลักดัน AI แบบก้าวหน้า
ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สหรัฐฯ ได้เร่งพัฒนา AI อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการผ่อนปรนกฎระเบียบเพื่อส่งเสริมนวัตกรรม และล่าสุดหนึ่งในโครงการสำคัญคือ "Stargate" ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนกว่า 500 พันล้านดอลลาร์ โครงการนี้มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ผ่านความร่วมมือกับบริษัทชั้นนำ เช่น OpenAI, Softbank และ Oracle มีเป้าหมายสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ในรัฐเท็กซัส และขยายไปยังรัฐอื่นๆ ต่อในอนาคต
อย่างไรก็ตาม แนวทางของทรัมป์ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จาก องค์กรสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะได้ยกเลิกคำสั่งบริหารด้าน AI ของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อควบคุมและป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ AI โดยการยกเลิกดังกล่าวทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยและความเป็นธรรมในการใช้ AI ในสหรัฐฯ
จีนมาพร้อมแผนพัฒนา AI ที่ยั่งยืนพร้อมแข่งขัน
จีนได้กำหนดแผนพัฒนา AI แห่งชาติมาอย่างยาวนาน โดยมีเป้าหมายที่จะเป็นผู้นำด้าน AI ของโลกภายในปี 2030 รัฐบาลจีนได้ลงทุนอย่างมากในการวิจัยและพัฒนา AI รวมถึงการสนับสนุนบริษัทเทคโนโลยีภายในประเทศ นอกจากนี้ จีนยังได้กำหนดนโยบายและมาตรการควบคุมการใช้ AI เพื่อให้สอดคล้องกับค่านิยมและกฎหมายของประเทศ
จีนได้เริ่มกำหนดนโยบายและแผนพัฒนา AI อย่างชัดเจนนับตั้งแต่ปี 2017 โดยต้องการก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้าน AI ของโลกภายในปี 2030 ซึ่งรัฐบาลจีนได้ประกาศ "แผนพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ยุคใหม่" (The Next Generation Artificial Intelligence Development Plan) ซึ่งมีเป้าหมายให้อุตสาหกรรม AI มีมูลค่าถึง 1 ล้านล้านหยวน พร้อมกับกระตุ้นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องให้มีมูลค่ากว่า 10 ล้านล้านหยวนภายในปี 2030 (ข้อมูลจาก: mhesi.go.th)
แผนดังกล่าวแบ่งการพัฒนาออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้
- ระยะที่ 1 (ภายในปี 2020): มุ่งเน้นให้จีนมีความก้าวหน้าในด้านการวิจัยและประยุกต์ใช้ AI ให้แข่งขันได้ในระดับสากล
- ระยะที่ 2 (ภายในปี 2025): เสริมสร้างความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรม AI และนวัตกรรม เพื่อให้จีนเป็นผู้นำในบางด้านของเทคโนโลยี AI
- ระยะที่ 3 (ภายในปี 2030): ก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับโลกด้านทฤษฎี เทคโนโลยี และการประยุกต์ใช้ AI
นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังสนับสนุนการพัฒนา AI ในระดับภูมิภาค เช่น เมืองกวางโจวที่ได้ประกาศสร้างเขตนำร่องสำหรับโมเดล AI ขนาดใหญ่แห่งแรกของประเทศในพื้นที่ผาโจว (ข้อมูลจาก: ditp.go.th) และยังมีมณฑลฝูเจี้ยนที่ได้ออกแผนพัฒนาอุตสาหกรรม AI ระยะ 3 ปี (2023-2025) เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในด้านนี้อีกด้วย (ข้อมูลจาก: thaibizchina.com)
จากความเคลื่อนไหวและความมุ่งมั่นของจีนในการพัฒนา AI อย่างรวดเร็วและครอบคลุมนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะเป็นอีกพื้นที่สำคัญที่เป็นผู้นำในเทคโนโลยีแห่งอนาคต
สหภาพยุโรป ลดระดับความเข้มงวดเพื่อส่งเสริม AI แต่ยังคงให้ความสำคัญกับกฎระเบียบที่เคร่งครัด
สหภาพยุโรป (EU) เริ่มเสนอกรอบการกำกับดูแล AI ที่เข้มงวด โดยมุ่งเน้นการปกป้องสิทธิและความเป็นส่วนตัวของพลเมือง รวมถึงการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับการใช้ AI ที่เข้มงวด และ EU ยังได้เสนอร่างกฎหมาย AI Act ซึ่งแบ่งระดับความเสี่ยงของการใช้ AI และกำหนดข้อกำหนดที่แตกต่างกันตามระดับความเสี่ยงนั้นๆ
โดยเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2564 คณะกรรมาธิการยุโรปได้เสนอร่างกฎหมาย AI ฉบับแรกของโลก (EU AI Act) ซึ่งร่างกฎหมายนี้แบ่งระบบ AI ออกเป็น 4 ระดับความเสี่ยง ได้แก่ ความเสี่ยงที่ยอมรับไม่ได้ ความเสี่ยงสูง ความเสี่ยงจำกัด และความเสี่ยงต่ำ โดยแต่ละระดับจะมีมาตรการกำกับดูแลที่แตกต่างกัน
นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังห้ามการใช้ AI ในการสอดส่องดูแลมวลชนหรือหมายถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั่วไปโดยไม่เจาะจง รวมถึงการห้ามใช้ระบบเครดิตทางสังคมที่มีการใช้ในบางประเทศ (ข้อมูลจาก: europetouch.mfa.go.th)
อย่างไรก็ตาม ล่าสุด EU มีการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อส่งเสริมนวัตกรรมและการลงทุนใน AI โดยลดความซับซ้อนของข้อกำหนดและภาระด้านที่ต้องรายงานการใช้ AI เพื่อสนับสนุนบริษัทต่างๆ ในการพัฒนา AI โดยไม่สร้างภาระเกินความจำเป็น ทั้งนี้ สหภาพยุโรปก็ยังคงยึดมั่นในการบังคับใช้กฎระเบียบเพื่อรักษาความปลอดภัยและความโปร่งใสในระบบนิเวศดิจิทัลต่อไป (ข้อมูลจาก: ft.com)
นอกจากนี้ยังได้จัดสรรงบประมาณกว่า 50,000 ล้านยูโร เพื่อสนับสนุนการพัฒนา AI โดยมีเป้าหมายที่จะแข่งขันกับสหรัฐอเมริกาและจีน รวมถึงยังมีการประชุมระหว่างผู้นำทางการเมืองและธุรกิจจากทั่วโลกในปารีส เพื่อหารือเกี่ยวกับอนาคตของอุตสาหกรรม AI โดยให้ความสำคัญของการแข่งขัน ความร่วมมือระหว่างประเทศ และความเชื่อมั่นของสาธารณชนใน AI (ข้อมูลจาก thesun.ie)
ความเคลื่อนไหวของ EU ต่อ AI สะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนา AI อย่างยั่งยืน พร้อมกับการคุ้มครองสิทธิและความปลอดภัยของประชาชนที่เข้มงวด
ภูมิภาคอาเซียนเริ่มได้แรงสนับสนุนด้าน AI มากขึ้น
สำหรับประเทศเพื่อนบ้านของไทย เช่น ลาว กัมพูชา เมียนมา และเวียดนาม กำลังเริ่มนำ AI มาประยุกต์ใช้ในด้านต่างๆ เพื่อพัฒนาประเทศ ตัวอย่างเช่น จากทาง Google ที่ได้พัฒนาโมเดล AI ในแพลตฟอร์ม Google Flood Hub เพื่อคาดการณ์อุทกภัยใน 80 ประเทศ ซึ่งรวมถึงประเทศในอาเซียนที่มีความเสี่ยงจากน้ำท่วมสูง เช่น ลาว กัมพูชา เมียนมา เวียดนาม รวมถึงไทยเองด้วย
อย่างไรก็ตาม การนำ AI มาใช้ในสื่อมวลชนของประเทศเพื่อนบ้านยังคงมีความล่าช้าเมื่อเทียบกับประเทศไทย โดยผลสำรวจล่าสุดชี้ว่าสื่อไทยเปิดรับและปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยี AI ได้รวดเร็วกว่า
และแม้ว่าข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาและการนำ AI มาใช้ในประเทศเพื่อนบ้านของไทยยังมีจำกัด แต่แนวโน้มแสดงให้เห็นว่าประเทศเหล่านี้กำลังเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของ AI และพยายามนำมาใช้เพื่อประโยชน์ในด้านต่างๆ
นอกจากนี้ ประเทศเพื่อนบ้านของไทยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้มีการพัฒนาและนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในหลากหลายด้าน (ข้อมูลจาก: lawforasean.krisdika.go.th) เช่น
- เวียดนาม: เกำลังพัฒนาและประยุกต์ใช้ AI ในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะในธุรกิจและการผลิต เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน
- มาเลเซีย: เริ่มนำ AI มาใช้ในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนแรงงาน
- อินโดนีเซีย: นำ AI มาใช้ในธุรกิจและบริการต่างๆ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่าย
โดยการนำ AI มาใช้ในประเทศเหล่านี้มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม โดยช่วยลดภาระงานและประหยัดค่าจ้างแรงงานได้อย่างมีนัยสำคัญ
และสำหรับประเทศไทยก็ได้มีการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ (พ.ศ. 2565–2570) ที่ขับเคลื่อนโดยได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วนเพื่อเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและส่งเสริมการพัฒนา AI ในประเทศ (ข้อมูลจาก: ai.in.th)
ผลกระทบจากมาตรการ AI ระดับโลกต่อไทย: ความท้าทายและแนวทางปรับตัว
การพัฒนาและนโยบายด้าน AI ของประเทศมหาอำนาจมีผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง อย่างเช่นการที่สหรัฐฯ และจีนแข่งขันกันในการพัฒนา AI อาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี อาจส่งผลเกิดการแข่งขันไปจนถึงส่งผลต่อราคาสินค้า ซึ่งประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่ง นอกจากนี้ นโยบายการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยี AI ของสหรัฐฯ อาจส่งผลต่อการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงของไทย ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์และปรับนโยบายให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในเวทีโลก
การใช้ AI ยังส่งผลต่อศูนย์ข้อมูล (Data Center) ในประเทศ ดังนั้น ธุรกิจที่นำ AI มาใช้ก็ต้องการระบบประมวลผลที่รวดเร็วขึ้น พื้นที่เก็บข้อมูลมากขึ้น และเครือข่ายที่เสถียร เพื่อให้สามารถรองรับการประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ได้
รัฐบาลไทยและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องปรับตัวและเตรียมความพร้อมในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นโดยกำหนดนโยบายที่ส่งเสริมการพัฒนาและการนำ AI มาใช้ในภาคส่วนต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดในยุค AI
โดยทางรัฐบาลไทยก็ได้กำหนดให้ AI เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) รวมถึงมุ่งเน้นการพัฒนากฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับ AI เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งร่วมมือกับหลากหลายหน่วยงานและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
สรุปและแผนอนาคต AI ไทย
การพัฒนา การนำไปใช้ และนโยบายด้าน AI ของแต่ละประเทศมีความหลากหลายและสะท้อนถึงความต้องการและความกังวลเฉพาะของแต่ละประเทศ รวมถึงมีผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับการติดตามและปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ เพื่อให้สามารถรับมือกับความท้าทาย แข่งขันและใช้ประโยชน์จากโอกาสที่เกิดขึ้นในยุค AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
--------------------------------
Source:
- https://www.scb10x.com/blog/ai-roadmap-thailand
- weforum.org
- https://openai.com/index/announcing-the-stargate-project/
- https://www.tiscoasset.com/mutualfund/issue_24012025
- https://www.aclu-nj.org/en/news/trumps-efforts-dismantle-ai-protections-explained
- https://www.mhesi.go.th/index.php/en/content_page/item/3069-ai.html
- tdri.or.th
- moneyandbanking.co.th
- https://apac.etixeverywhere.com/
- nortonrosefulbright.com
- https://asiasociety.org/policy-institute/raising-standards-data-ai-southeast-asia/ai/thailand





