Technology
July 05, 2021
DeFi ในเอเชีย กับแนวทางการสร้างโปรเจกต์ให้ประสบความสำเร็จในระดับสากล

ความสำคัญของงาน Crypto Assets Conference 2021 ที่จัดขึ้นโดย Frankfurt School Blockchain Center เกิดจากผลกระทบจาก COVID-19 และความพยายามด้านกฎข้อบังคับต่างๆ ในปัจจุบัน ทำให้สินทรัพย์ดิจิทัลกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในระดับภาคเอกชนและระดับสถาบัน ซึ่งประกอบด้วยสินทรัพย์ดิจิทัลจำนวนมาก อย่างเช่น DeFi, Digital Securities, Infrastructure และ Digital Euro ซึ่งทั้งหมดล้วนใช้เครือข่าย DeFi โดยภายในงานประกอบไปด้วยเนื้อหาระดับท็อปที่ครอบคลุมเกี่ยวกับแนวโน้มปัจจุบันในเรื่อง Blockchain เรื่อง Distributed Ledger Technology (DLT)  ไปจนถึง Crypto Assets ผ่านการกล่าวสุนทรพจน์ การสนทนา และการ Pitch จากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย รวมถึงผู้นำทางความคิดที่ได้มารวมตัวกันในงานด้านคริปโตฯ ขั้นนำของยุโรปครั้งนี้

โดยคุณมุขยา พานิช Chief Venture and Investment Officer จาก SCB 10X พร้อมกับผู้นำจาก DeFi Projects ที่ประสบความสำเร็จอีก 3 ท่าน ได้แก่ คุณสาวิทธ์ ตริสิริสัตยวงศ์ Integration Lead จาก Band Protocol, Do Kwon CEO and Co-founder จาก Terra และคุณทชา ปัญญาเนรมิตดี CEO and Co-founder จาก Alpha Finance Lab ได้เข้าร่วมงานครั้งนี้และเสวนากันในหัวข้อ ‘DeFi in Asia’ ซึ่งครั้งนี้เราได้นำเนื้อหาที่น่าสนใจมาฝากกัน 

1200x800 Crypto Assets Conference 2021 01.png

ทำอย่างไรให้การสร้างโปรเจกต์ DeFi ประสบความสำเร็จและตอบโจทย์กับผู้ใช้งานในเอเชียรวมถึงผู้ใช้ในชาติตะวันตก


เริ่มต้นกับคุณทชา ได้ให้ความเห็นว่า สิ่งที่จะช่วยให้โปรเจกต์ DeFi สำเร็จได้คือ การมีแนวความคิดที่เป็นสากลหรือ Global Mindset เนื่องจาก DeFi หรือ Crypto มีภาพรวมที่ค่อนข้างมีความเป็นสากลไร้พรมแดน อย่างไรก็ตาม เรื่องภาษายังเป็นอุปสรรคสำหรับผู้ใช้บางกลุ่มที่ไม่สะดวกใช้ภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาหลักใน DeFi และ Crypto รวมถึงเรื่องภาษาเป็นประเด็นสำคัญและยังเป็นอุปสรรคหนึ่งของทาง Alpha  เมื่อต้องขยายไปยังพื้นที่ใดๆ ซึ่งหมายความว่าเราต้องมี Community ท้องถิ่นขนาดใหญ่เพื่อการเริ่มต้นและต้องมีผู้จัดการ Community นั้นๆ เพื่อการสนับสนุน นอกจากนี้ต้องอาศัยเวลาจึงจะเกิดความราบรื่นมากขึ้นในระดับสากล 

ส่วนด้าน Do Kwon ได้ให้ความเห็นว่าในปัจจุบันมีผู้ใช้ DeFi จำนวนมากอยู่ทั่วโลก แต่ที่น่าสนใจในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมามีสิ่งที่กำลังเริ่มเปลี่ยนแปลงไปคือเรื่อง Localization หรือการปรับตัวให้เข้ากับพื้นที่นั้นๆ เกิดขึ้น โดยสังเกตได้จากกรณี Mirror Protocol ที่สามารถดึงดูดผู้ใช้งานในเอเชียได้จำนวนมาก เพราะตัว Protocol ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าใช้งานได้อย่างรวดเร็วและตลอดเวลาในการลงทุนกับหุ้นใหญ่ๆ ของสหรัฐฯ ด้วย Synthetic Asset โดยไม่ต้องผ่านนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์แบบดั้งเดิม ส่วนความน่าสนใจของกรณีนี้คือ หาก Protocol มีความน่าสนใจและมีคุณค่ามากเพียงพอก็จะทำให้สมาชิกใน Community ช่วยสร้างวิดีโอหรือเนื้อหาให้ความรู้เพื่อให้สามารถใช้งาน Protocol ได้ ดังนั้น Localization จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้าง Protocol ใน DeFi โดยหากสามารถสร้าง Protocol ออกมาได้ดีหรือมีคุณค่ามากพอ ในส่วนของ Community ก็จะช่วยจัดการหลากหลายปัญหาด้าน Localization ที่เกิดขึ้นให้ได้เอง

นอกจากนี้ คุณสาวิทธ์ ได้เสริมถึงเรื่องนี้ว่า โดยทั่วไปข้อดีของ DeFi คือความเป็นสากลหรือเข้าถึงได้ทั่วโลก ผู้คนสามารถควบคุมการเงินของตนเองได้มากขึ้น เห็นความโปร่งใสว่าเงินถูกนำไปใช้อย่างไร รวมถึงมีข้อจำกัดและข้อยกเว้นน้อยลงในแง่ที่ผู้ใช้สามารถทำได้กับการเงินของตน นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่หรือมีโอกาสสำหรับผู้ก่อตั้งหรือผู้สร้าง Protocols ในการปรับปรุงเพื่อผู้ใช้เฉพาะกลุ่มในแง่ของทางภูมิศาสตร์หรือลักษณะของผู้ใช้งาน ตัวอย่างเช่น Mirror Protocol ที่ Do Kwon ได้กล่าวไปว่าสามารถให้คนในเอเชีย คนที่ไม่ใช่ชาวอเมริกันหรือชาวตะวันตกสามารถลงทุนได้ทั่วโลกและลงทุนได้หลากหลายมากขึ้น 


ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนให้โปรเจกต์ DeFi ของเอเชียไปสู่ระดับท็อป

คุณสาวิทธ์ ได้ให้ความเห็นว่า สิ่งแรกคือการหาคนที่มีความสามารถพิเศษหรือ Talent ซึ่งในเอเชียหรือในประเทศไทยยังมีขอบเขตในการนำผู้ที่มีความสามารถพิเศษที่ไม่ได้อยู่ในประเทศเข้ามา หากเปรียบเทียบกับบางประเทศที่สามารถทำเรื่องการย้ายถิ่นได้ง่ายกว่า แต่อย่างไรก็ดี ในประเทศไทยเรายังคงอยู่ในเส้นทางที่ดี เพราะได้เห็นหลายบริษัทและหลากหลายความพยายามในการพัฒนาเรื่องของ Talent หรือคนมีความสามารถพิเศษ อย่างเช่น SCB 10X ที่ได้มีการจัดงาน Hackathon หรือ Blockathon เพราะต้องการให้คนมีความสามารถพิเศษที่มีความสนใจในการสร้างบางอย่างและมีไอเดีย มาร่วมกันทำงานเพื่อสร้างสิ่งใหม่และมีความหมายด้วยกัน นอกจากนี้ ล่าสุดทาง Terra ก็ได้จัด Hackathon ที่ทำให้ได้เห็นผู้คนจำนวนมากจากทั่วโลกมาร่วมกันสร้าง Protocol และนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อทุกคน

ส่วนคุณทชา ได้ให้ความเห็นว่า Blockchain เป็นหนึ่งในภาคย่อยของเทคโนโลยี ซึ่งเกิดโครงการและ Startupใหม่ๆ เรื่องของความสามารถหรือคนที่มีความสามารถนั้นจึงสำคัญ รวมถึงเรื่องของสิ่งแวดล้อมด้วยที่ต้องให้แน่ใจว่ามีเครื่องมือมากพอ และการสนับสนุนจากภาครัฐ หรือทางด้านกฎหมายสำหรับโครงการที่จะเริ่มต้น โดยสิ่งที่เราเห็นในประเทศไทยตอนนี้ที่ยังไม่ได้รับการสนับสนุนมากพอและยังไม่มีโปรเจกต์ DeFi ของไทยออกมามากอย่างที่คาดหวัง เพราะภาพรวมของ Startup ไทยยังไม่แข็งแรง ส่วนการที่จะทำให้มีความแข็งแรงมากพอนั้นจะต้องมีหลายองค์ประกอบหรือมีโครงการบ่มเพาะที่แข็งแกร่งจริงๆ รวมถึงมีการสนับสนุนจากภาครัฐ จากด้านกฎหมายและเรื่องวีซ่า รวมถึงการฝึกสอนในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งองค์ประกอบต่างๆ เหล่านี้ยังต้องใช้เวลาอีกมาก และเวลานี้ในประเทศไทยควรมีการขับเคลื่อนให้เหล่า Startup ต่างๆ มีการเติบโต ซึ่งจะส่งผลดีต่อ Blockchain ต่อไป 


คำแนะนำที่อยากฝากถึงผู้ก่อตั้งโปรเจกต์ DeFi ในเอเชีย

คุณทชา ได้แนะนำว่า DeFi มีความเป็นสากลหรือเข้าถึงได้ทั่วโลก และในตอนนี้ไม่จำเป็นต้องนึกถึงเพียงแต่การติดต่อเครือข่ายอยู่แค่ในประเทศเท่านั้น เพราะอาจมีข้อจำกัดอยู่ โดยคุณสามารถติดต่อขอคำแนะนำได้หลากหลายช่องทาง อย่างเช่นผ่านทาง Twitter ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของ Mindset ในการที่รู้จักออกไปติดต่อ ขอคำปรึกษาและรับการช่วยเหลือสำหรับการเริ่มต้นสร้างโปรเจกต์ เพราะหากอาศัยเพียงทรัพยากรหรือข้อมูลในท้องถิ่นอาจยังไม่เพียงพอสำหรับการเริ่มต้นโปรเจกต์

ด้านคุณสาวิทธ์ ได้ฝากคำแนะนำไว้ว่า ไม่ควรเริ่มต้นกับตัวเลือกแรกของกระบวนการที่คุณมีอยู่หรือเริ่มต้นกับไอเดียที่ง่ายที่สุด และตามที่คุณทชากล่าวไว้ถูกต้องว่า DeFi มีระบบนิเวศที่เป็นสากล มีคนที่มีความสามารถจำนวนมาก มีนักพัฒนาที่มีความสามารถ และบุคคลอื่นๆ มากมาย ที่ให้คุณสามารถเข้าถึงหรือติดต่อเพื่อขอคำปรึกษาได้ง่าย อย่างเช่นติดต่อผ่านทาง Twitter หรือ Telegram และหากคุณวางแผนที่จะแก้ปัญหาที่เป็นนวัตกรรมอย่างแท้จริง ในที่สุดก็จะได้รับประโยชน์กับทั้งตนเองและส่วนรวม รวมถึงอุตสาหกรรมโดยรวม

สำหรับ Do Kwon ได้ให้ความเห็นว่า สิ่งที่น่าทึ่งในวงการ DeFi คือทุกคนต่างยินดีและพร้อมให้ความช่วยเหลือ เพราะทุกคนต่างเร่งที่จะสร้างความมั่งคั่ง โดยมีตัวอย่างหนึ่งคือ การที่ได้ร่วมงานกับคนที่ไม่เคยได้เจอกันเลยในชีวิตจริง แต่ทำงานร่วมกันหลายอย่าง ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่ดี หรืออีกตัวอย่างคือ ในกรณีที่เราต้องการสร้างบางสิ่งที่แม้ว่าในตอนนี้จะทำได้เพียง 2% จากสิ่งที่ต้องทำทั้งหมด ซึ่งไม่ต้องกังวลเพราะเครือข่ายจากใน Twitter จะช่วยทำอีก 98% ที่เหลือให้ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก